
ล้างมท.ขุดราก"ทักษิณ"ตั้งไข่พุดพรรคทหาร
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 กระทรวงมหาดไทย (มท.) จำนวน 37 ตำแหน่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 กระทรวงมหาดไทย (มท.) จำนวน 37 ตำแหน่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ไม่มีสับขาหลอกกันให้วุ่นวายเหมือนครั้งก่อนๆ หลายรายเป็นบุคคลซึ่งถูกเสนอให้โยกย้ายตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แต่ด้วยห้วงเวลานั้นยังไม่มี ครม.จึงต้องนำเรื่องเก่ามาให้ ครม.เห็นชอบย้อนหลัง
อย่างไรก็ดี ภาพสะท้อนจากการจัดวางตัวบุคคลฉายให้เห็นถึงเป้าประสงค์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชนิดไม่มีอำพราง
ต้องการ “ล้างบาง” กลุ่มการเมืองเดิม กดทับไม่ให้เครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ลืมตาอ้าปาก พร้อมทั้งสถาปนาขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมาแทน
สำหรับวิธีการก็เหมือนกับทุกยุคทุกสมัย คือจัดวาง “เด็กในคาถา” เข้าไปดำรงตำแหน่งสำคัญ โดยเฉพาะการควบคุมพื้นที่ตั้งแต่ระดับล่างสุดคือท้องถิ่น ซึ่ง “พล.อ.ประยุทธ์” เลือกที่จะไว้วางใจกลุ่มของ เนวิน ชิดชอบ ผู้มากบารมีแห่งบุรีรัมย์
เห็นได้จากการลงนามแต่งตั้งบุคคลที่มีความแนบแน่นกับ “เนวิน” อาทิ เสริม ไชยณรงค์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.อุบลราชธานี ธานี สามารถกิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ระยอง สมชัยฐ์ หทยะตันย์ติ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ตาก ระพี ผ่องบุพกิจ ผวจ.พิษณุโลก ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.นครสวรรค์
ขณะเดียวกัน ก็ “เด้ง” บุคคลที่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจเก่าจำนวน 6 ราย ไปแขวนไว้ในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ประกอบด้วย คณิต เอี่ยมระหงษ์ อดีต ผวจ.สมุทรปราการ วันชัย สุทธิวรชัย อดีต ผวจ.อุบลราชธานี วิชิต ชาตไพสิฐ อดีต ผวจ.ระยอง สมศักดิ์ สุวรรณสุจริต อดีต ผวจ.ขอนแก่น สมศักดิ์ ขำทวีพรหม อดีต ผวจ.ร้อยเอ็ด และสุวิทย์ สุบงกฏ อดีต ผวจ.กาฬสินธุ์
เสมือนหนึ่งว่าเป็นการจัดแถวใหม่ทั้งหมด
นอกจากนี้ “พล.อ.ประยุทธ์” ยังมอบหมายให้ “ลูกพี่” อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่ปรึกษา คสช. ในฐานะ รมว.มหาดไทย ดูแล “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” กรมการพัฒนาชุมชน ด้วยตัวเอง ทั้งที่ธรรมเนียมปฏิบัติคือ รมช.มหาดไทย ต้องเป็นผู้กำกับดูแล
นั่นเพราะว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่มีงบประมาณมากที่สุดใน มท. โดยปี 2558 ได้รับการจัดสรรกว่า 6.4 แสนล้านบาท ซึ่งเปรียบเหมือน “หัวใจ” ของยุทธศาสตร์จัดระเบียบท้องถิ่นล้างบางเครือข่ายทักษิณ
อีกภาพที่น่าสนใจคือ การแต่งตั้ง “เลขานุการที่ปรึกษา” ของ รมว.มหาดไทย รวมทั้ง “หน้าห้องคณะทำงานส่วนตัว” ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เลือกที่จะใช้ “ชลบุรีคอนเนกชั่น”
ทั้ง พล.ต.ต.ธารา ปุณศรี อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ในตำแหน่งเลขานุการ จาดุร อภิชาตบุตร อดีตหัวหน้าผู้ตรวจราชการ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ อนุชา โมกขะเวส อดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นที่ปรึกษา ประชา เตรัตน์ อดีต ผวจ.ชลบุรี และเริงศักดิ์ มหาวินิจฉัยมนตรี อดีต ผวจ.ฉะเชิงเทรา มาเป็นคณะทำงานส่วนตัว
นอกจาก “ก๊วนเนวิน” แล้ว การได้ “ชลบุรีคอนเนกชั่น” มาผนึกอีกคำรบ ยิ่งเสริมแรงให้ คสช.ใกล้ความจริงในการรุกฆาตเครือข่าย พ.ต.ท.ทักษิณ
สัญญาณที่ถูกส่งออกมาจากปากของ “พล.อ.อนุพงษ์” ในการมอบนโยบายข้าราชการระดับสูงของ มท. เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา ยิ่งช่วยยืนยันถึงแนวทางการทำงานหลังจากนี้
“การทำให้คนแบ่งเป็นกลุ่มเป็นก๊กไม่ใช่หน้าที่ของ มท. ดังนั้นให้กลับไปดูให้ดีว่า มท.ได้ทำตามหน้าที่หรือไม่” พล.อ.อนุพงษ์ ออกคำสั่ง และอธิบายว่า จากนี้จะใช้กลไก มท.ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน อบจ.และ อบต. เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้เขา ไม่ว่าใครจะมาปลุกปั่นยุงยงประชาชนก็สามารถไตร่ตรองได้
“เชื่อว่าภายใน 1 ปี จะทำได้สำเร็จ เพราะถ้าปล่อยไปก็เหมือนกับแก้วที่แตกแล้ว ประเทศชาติก็จะวิกฤต” บิ๊กป๊อก ระบุกรอบเวลา พร้อมย้ำถึงภารกิจของ “ศูนย์ดำรงธรรม” หลากหลายครั้ง โดยกำชับให้ทุกจังหวัดตั้งศูนย์ให้ลึกลงสู่ระดับอำเภอ เพื่อเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง
ยังไม่นับการ “สรรหา” สมาชิกกรุงเทพมหานคร (สก.) จำนวน 30 คน ที่ วิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามแต่งตั้งตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 86/2557 เรื่องการสรรหา สก.แทนตำแหน่งที่หมดวาระลงในวันที่ 28 ส.ค. ซึ่งเป็น “อดีตข้าราชการ” แทบทั้งสิ้น
แน่นอนว่า กทม.แม้จะถูกมองว่าเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด แต่ทว่าจากผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งล่าสุดค่อนข้างชัดเจนว่า “เพื่อไทย” สามารถทำมวลชนใน กทม.และผงาดขึ้นมาจนเกือบจะเข้าวินสำเร็จในโค้งสุดท้าย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภา กทม.คือ “แหล่งงบประมาณ” ขนาดใหญ่ และ สก.สข.คือผู้มีอิทธิพลต่อการจัดตั้งมวลชน จึงไม่แปลกที่ คสช.มองว่าตรงนี้คือ “ความเสี่ยง” ที่จะต้องบริหาร และเพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมจึงเลือกที่จะแต่งตั้ง “อดีตข้าราชการ” ที่อยู่ภายใต้การควบคุมเข้ามาทำงาน
ทั้งหมดคือการเมืองในแบบฉบับทหาร มุมหนึ่งเป้าหมายชัดรุกไล่ เบ็ดเสร็จเด็ดขาดสะใจกองเชียร์ อีกมุมปรากฏข้อเคลือบแคลงในการ “สืบอำนาจ” ภายหลัง คสช.ส่งคืนประชาธิปไตย
การจัดระเบียบท้องถิ่นด้วยการตั้งคนของตัวเองดูแล การส่งอดีตข้าราชการในคาถาควบคุมกลไกการขับเคลื่อนประเทศ และการหลอมตัวเองเข้ากับ “ก๊วนการเมือง” ผู้คร่ำหวอด จะเป็นการ “ตั้งไข่” ไปสู่การ “ตั้งพรรค” ในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่ อีกไม่นานจะรู้กัน







