posttoday
แนะไทยเปลี่ยนวิธีบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด

แนะไทยเปลี่ยนวิธีบำบัดผู้ป่วยยาเสพติด

17 กันยายน 2557

เว็บไซต์เอเชีย โคเรสพอนแดนท์ นำเสนอบทความของ เพทริค ทิปเก ผู้สื่อข่าวอิสระและนักวิเคราะห์ด้านการเมืองและเหตุการณ์ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งได้ถ่ายทอดเรื่องราวกึ่งวิเคราะห์ถึงความพยายามของไทย ในการจัดการกับปัญหาด้านยาเสพติดที่ถือเป็นปัญหาเรื้อรังคู่กับสังคมไทยมาช้านาน ว่าการบังคับให้ผู้เสพยาทุกคนต้องเข้ารับการบำบัดก็ไม่ใช่วิธีที่สมควรนัก

เว็บไซต์เอเชีย โคเรสพอนแดนท์ นำเสนอบทความของ เพทริค ทิปเก ผู้สื่อข่าวอิสระและนักวิเคราะห์ด้านการเมืองและเหตุการณ์ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งได้ถ่ายทอดเรื่องราวกึ่งวิเคราะห์ถึงความพยายามของไทย ในการจัดการกับปัญหาด้านยาเสพติดที่ถือเป็นปัญหาเรื้อรังคู่กับสังคมไทยมาช้านาน ว่าการบังคับให้ผู้เสพยาทุกคนต้องเข้ารับการบำบัดก็ไม่ใช่วิธีที่สมควรนัก

บทความได้อ้างปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตำรวจได้สนธิกำลังกับทหารอีก 250 นาย กระจายไปยังแหล่งชุมชนต่างๆ 18 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และการใช้กลยุทธ์ปิดล้อมตรวจค้นกวาดล้างอาชญากรรมและยาเสพติดครั้งนี้ นำไปสู่การจับกุมผู้ที่มีปัสสาวะสีม่วงกว่า 83 ราย รวมถึงผู้ค้ายารายย่อยอีกถึง 22 รายด้วยกัน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะส่งไปเข้ารับการบำบัดยาเสพติดต่อไป

อย่างไรก็ตาม ทิปเกแสดงทัศนะว่าการจับกุมครั้งล่าสุดนี้ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกในการต่อสู้กับสงครามยาเสพติด ซึ่งมองการเสพยาว่าเป็นปัญหาด้านสุขภาพมากกว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม แต่สุดท้ายแล้วแม้ว่าช่วงหลายปีมานี้เจ้าหน้าที่ของไทยได้ส่งผู้ติดยาเสพติดหลายพันคนไปยังสถานบำบัดมากกว่าจะเข้าเรือนจำ แต่คนส่วนใหญ่ยังมอง “ผู้ป่วย” ติดยาเหล่านี้ว่าเป็นอาชญากร

ในปี 2002 ได้มีการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่ระบุว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ใช้ยาเป็นจุดมุ่งหมายหลักของนโยบายปราบปรามยาเสพติดของไทย ภายใต้แนวคิดพื้นฐานที่ให้ปฏิบัติต่อผู้เสพในฐานะผู้ป่วย ไม่ใช่อาชญากร นอกจากนี้ พ.ร.บ.ดังกล่าวก็ได้สร้างกรอบกฎหมายใหม่ ซึ่งผู้ที่เสพยาจำนวนเล็กน้อยไม่ถูกดำเนินคดี หากเลือกที่จะเข้ารับการบำบัด

ในทางทฤษฎี พ.ร.บ.ดังกล่าวฟังดูก้าวหน้ามาก แต่ในทางปฏิบัติแล้วผู้เสพยาเสพติดต้องถูกข่มเหงถึง 2 ทาง ทางแรก คือ ถูกผู้บังคับใช้กฎหมายคุกคามและรังแก ส่วนทางที่ 2 คือ ถูกปฏิเสธไม่ให้ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพจากสถานบำบัด

บทความของทิปเก ระบุว่า หนึ่งในข้อเสียหลักของ พ.ร.บ.นี้ คือ การไม่แบ่งแยกระดับของการใช้ยา ซึ่งทำให้ผู้ต้องหาที่โดนจับได้ทุกคนต้องถูกบังคับให้เข้ารับการบำบัด ที่นับว่าขัดต่อวิธีการปฏิบัติทางการแพทย์สากลที่แนะให้จัดการกับผู้ป่วยแตกต่างกันออกไปตามแต่สถานการณ์ของแต่ละคน

นอกจากนี้ กลยุทธ์ปราบปรามยาเสพติดของไทยกลับตรงกันข้ามกับวิธีทางของสากลโลก โดยปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ตรวจปัสสาวะและทำการวินิจฉัยเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่การฟื้นฟูสมรรถภาพในศูนย์บำบัดก็ไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของ “ผู้ป่วย” แยกเป็นกรณี แต่กลับมีวิธีการรักษาที่เหมือนกันหมด

ที่แย่ไปกว่านั้นคือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ไม่ได้เป็นผู้บริหารศูนย์บำบัด แต่กลับเป็นองค์กรทางศาสนา มูลนิธิ หรือกองทัพ ที่ไม่เข้าใจธรรมชาติความต้องการของผู้ป่วยอย่างแท้จริง และ “ผู้ป่วย” หลายรายได้รายงานถึงการถูกลวนลามทางเพศและถูกข่มเหงจากเจ้าหน้าที่ในศูนย์บำบัดอีกด้วย

ทิปเกได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ไทยน่าจะพิจารณาและปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของทางสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่แนะนำให้ทุกประเทศทั่วโลกยกเลิกการบังคับผู้ติดยาทุกคนที่ถูกจับเข้ารับการบำบัด ไปเป็นการให้สิทธิเลือกเข้ารับการฟื้นฟูโดยสมัครใจแทน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท