posttoday
คดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า (ตอน 2)

คดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า (ตอน 2)

17 กันยายน 2557

ในฉบับนี้ ผู้เขียนขอเขียนเรื่องข้อพิพาทเครื่องหมายการค้า ORIENT EXPRESS และคำว่า VENICE SIMPLON ORIENT EXPRESS ระหว่างบริษัท A ในประเทศฝรั่งเศส กับบริษัท ก. ในประเทศไทยต่อจากฉบับที่แล้ว โดย บริษัท A จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวข้างต้นในประเทศฝรั่งเศส และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่องค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO World Intellectual Property Organization) ตามอนุสัญญากรุงมาดริดว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้เขียนไปแล้วถึงประเด็นการพิจารณาต่างๆ ที่สำคัญในประเด็นฎีกาของจำเลย ทั้งเรื่องที่ว่าบริษัท A เป็นนิติบุคคลหรือไม่ และ นาย ธ. มีอำนาจฟ้องหรือไม่ รวมถึงสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเครื่องหมายการค้า

ในฉบับนี้ ผู้เขียนขอเขียนเรื่องข้อพิพาทเครื่องหมายการค้า ORIENT EXPRESS และคำว่า VENICE SIMPLON ORIENT EXPRESS ระหว่างบริษัท A ในประเทศฝรั่งเศส กับบริษัท ก. ในประเทศไทยต่อจากฉบับที่แล้ว โดย บริษัท A จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวข้างต้นในประเทศฝรั่งเศส และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่องค์กรทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO World Intellectual Property Organization) ตามอนุสัญญากรุงมาดริดว่าด้วยการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้เขียนไปแล้วถึงประเด็นการพิจารณาต่างๆ ที่สำคัญในประเด็นฎีกาของจำเลย ทั้งเรื่องที่ว่าบริษัท A เป็นนิติบุคคลหรือไม่ และ นาย ธ. มีอำนาจฟ้องหรือไม่ รวมถึงสาระสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเครื่องหมายการค้า

คราวนี้จึงเห็นว่าน่าจะลงในรายละเอียดของสาระสำคัญกันเลยดีกว่า มีประเด็นก็คือ การที่บริษัท A หรือโจทก์ได้ทำสัญญาอนุญาตให้บริษัท ก. หรือจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าและบริการ ORIENT EXPRESS และคำว่า VENICE SIMPLON ORIENT EXPRESS เป็นเวลา 5 ปีและ 10 ปีตามลำดับ ซึ่งจำเลยนำสืบว่าจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำดังกล่าวข้างต้นตาม

นอกจากนี้ ยังเป็นชื่อทางการค้าของบริษัทจำเลยและบริษัทในเครือของจำเลยด้วย ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการต่างๆ ไว้กับสินค้าและบริการหลายชนิดหลายจำพวกในหลายประเทศนั้น ศาลฎีกาเห็นตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า การจดทะเบียนต่างๆ ที่จำเลยนำสืบเป็นการจดทะเบียนภายหลังจากที่บริษัทในเครือของจำเลยทำสัญญาทางการค้ากับโจทก์ในปี 2525 แล้วทั้งสิ้น

ส่วนการดำเนินกิจการรถไฟของจำเลยก็ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยเริ่มกิจการในปีเดียวกันกับที่บริษัทในเครือของจำเลยทำสัญญาการค้ากับโจทก์ รวมถึงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า ORIENT EXPRESS ไว้ในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 2526 ก็เป็นหลังจากที่บริษัทในเครือของจำเลยทำสัญญาการค้ากับโจทก์แล้ว

นอกจากนี้ โจทก์ยังได้นำสืบว่า จำเลยได้ทำสัญญาทางการค้า 2 ฉบับ ซึ่งปรากฏว่ามีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าโจทก์เป็นเจ้าของและเป็นผู้ใช้ประโยชน์ในเครื่องหมายการค้าคำว่า ORIENT EXPRESS และยอมให้จำเลยใช้คำว่า ORIENT EXPRESS เป็นส่วนประกอบของชื่อทางการค้าในการประกอบกิจการเดินรถไฟขบวนพิเศษ ว่า VENICE SIMPLON ORIENT EXPRESS (VSOE) ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่าในประเด็นนี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะโอนสิทธิเครื่องหมายการค้า คำว่า ORIENT EXPRESS ให้แก่บุคคลอื่น ทั้งนี้ประเด็นที่ว่าจะต้องมีเจ้าพนักงานโรตารีพับบลิกเป็นพยานในเอกสารและมีใบสำคัญของรัฐบาลต่างประเทศที่เกี่ยวข้องแสดงว่าบุคคลที่เป็นพยานเป็นผู้กระทำได้นั้น ศาลฎีกาท่านพิจารณาว่า สัญญาทางการค้าและสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ ไม่ใช่ใบมอบอำนาจที่ทำในเมืองต่างประเทศหรือใบสำคัญหรือเอกสารอื่นเช่นว่านั้น จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 47 วรรค 3 แห่ง ป.วิ.พ. ที่จำต้องมีพนักงานดังกล่าวข้างต้นรับรอง โจทก์อ้างเอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเพื่อประกอบคำวินิจฉัยของศาล ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่พิพาทกันดีกว่าจำเลยหรือไม่เท่านั้น มิได้ขอให้บังคับตามสัญญาดังกล่าว จึงไม่ต้องห้าม มิให้รับฟัง

ในส่วนของคำพิพากษาของสองศาลที่ผ่านมา ซึ่งได้พาดพิงไปถึงนายทะเบียนด้วย ศาลฎีกา ท่านพิพากษา อย่างไรนั้นผู้เขียนขออนุญาตนำข้อความจากหนังสือ “รวมคำพิพากษาศาลฎีกา คดีเครื่องหมายการค้า เล่ม ๒” รวบรวมโดย ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ที่สรุปไว้มาลงเพื่อกันความผิดพลาด ว่า “ตามคำฟ้อง โจทก์อ้างว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยจดทะเบียนไว้ในประเทศไทยและเครื่องหมายการค้าอีกจำนวนหลายเครื่องหมายที่จำเลยยื่นขอจดทะเบียนไว้ ดีกว่าจำเลย ซึ่งผู้โต้แย้งสิทธิของโจทก์กรณีนี้คือจำเลย หาใช่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและมิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยด้วยไม่ ศาลจึงไม่อาจพิพากษาบังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองศาลพิพากษาบังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง และที่ศาลทั้งสองพิพากษาห้ามจำเลยใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า ORIENT EXPRESS ต่อไปนั้น ปรากฏตามคำฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งได้จำทะเบียนในต่างประเทศ แต่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนในประเทศไทย โจทก์จึงอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียน ย่อมไม่อาจนำคดีมาสู่ศาลเพื่อฟ้องขอให้ผู้อื่นมิให้ใช้หรือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นอันเป็นการฟ้องเพื่อป้องกันสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ไม่ได้จดทะเบียน คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ถึงตรงนี้ บริษัท ก. ก็คงจะดีใจว่าน่าจะจบซะที ไม่ถูกเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้า แต่พอฟังต่อไปจนจบก็หงายเงิบไป เพราะส่วนที่ศาลมีการพิพากษาต่อมา ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตนำมาลงว่า “ปัญาทั้งสองดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่าให้เพิกถอนทะเบียนการค้าจำนวน 19 ฉบับ กับให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำนวน 1 ฉบับ และให้ยกคำขอให้ห้ามจำเลยใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ORIENT EXPRESS อีกต่อไป”

เรื่องนี้จึงชี้ให้เห็นว่า ที่ยึดถือกันเป็นหลักการว่า “จดที่ไหน คุ้มครองที่นั่น” ชักจะไม่แน่เสียแล้ว เพราะอาจมีประเด็น “รัฐประศาสโนบายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งก็เป็นบทเรียนที่ดีสำหรับนายทะเบียน นักธุรกิจ และพ่อค้าไทย ทั้งในแง่การเป็นกำลังใจให้คิดจะไปฟ้องร้องต่อสู้คดีในต่างประเทศ แม้จะไม่ได้ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศก็ตาม และในแง่ของนักธุรกิจไทยเองที่ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท