
เศรษฐกิจดิจิทัลยาก...แต่ต้องทำ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนไปและข้อจำกัดมากมายในการใช้การส่งออกและการลงทุนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การประกาศใช้เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นฐานในการขับเคลื่อนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm) ครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจไทย
เพราะเศรษฐกิจดิจิทัล คือ การกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นองค์ประกอบในการดำเนินการ ที่ต่างประเทศก้าวไปไกลแล้ว โดยเฉพาะการซื้อขายสินค้า บริการผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรืออีคอมเมิร์ซ ส่งผลให้การค้าขยายตัวอย่างรวดเร็วมหาศาล
อย่างไรก็ตาม การที่ไทยจะก้าวไปสู่จุดดังกล่าวต้องอาศัยปัจจัยความพร้อมหลายด้าน เริ่มตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่จะต้องเชื่อมต่อได้ทั้งในประเทศและทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ติดขัดด้วยความเร็วสูงที่ปัจจุบันไปถึงระดับ 4จี 5จี และด้วยราคาที่ต่ำอีกด้วย
เฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียวก็เป็นจุดอ่อนสำคัญในการพัฒนาธุรกิจอีคอมเมิร์ซของไทย แม้ว่ารัฐบาลที่ผ่านมาจะมีนโยบาย IT2020 ที่กำหนดเป้าหมายให้ไทยมีโครงข่ายโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ที่กระจายอย่างทั่วถึง เพื่อให้ประชากร 8095% ต้องเข้าถึงบรอดแบนด์ได้ในปี 2563
แต่แผนที่ว่าก็มีปัญหาอุปสรรคมากมายจากความซ้ำซ้อนของอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม หรือ CAT
ตัวอย่างง่ายๆ เช่น การลงทุนโครงข่ายบรอดแบนด์ที่เคยอยู่ในความรับผิดชอบของทีโอทีและ กสทฯ แต่พอมีการตั้ง กสทช.ขึ้น กฎหมายก็กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ กสทช. แทน ขณะที่ กสทช.ก็มีปัญหาเรื่องประสบการณ์ในการจัดซื้อจัดจ้าง เห็นได้จากการประมูล 3จี และทีวีดิจิทัลที่ผ่านมา
ยังมีเรื่องความซ้ำซ้อนและความไม่เป็นเอกภาพในการทำงานระหว่างหน่วยงานด้านโทรคมนาคม เช่น การลงทุนระบบเคเบิ้ลใต้น้ำระหว่างประเทศ วงเงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อเชื่อมต่อกับโครงข่ายของต่างประเทศแทนการเช่าเคเบิลจากต่างประเทศที่การลงทุนเป็นเรื่องของทีโอที แต่การเจรจาเชื่อมต่อโครงข่ายกับต่างประเทศขึ้นกับกระทรวงไอซีที เป็นต้น
นี่เฉพาะเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพียงเรื่องเดียว ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดระเบียบการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องใหม่ เพื่อให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปอย่างราบรื่น
นอกจากนี้ เศรษฐกิจดิจิทัลยังต้องมีความพร้อมด้านกฎหมายและกฎระเบียบที่ส่งเสริมการประกอบการอีคอมเมิร์ซ ต้องมีการวางระบบความปลอดภัยและระบบชำระเงินในระบบออนไลน์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ฯลฯ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การผลักดันเศรษฐกิจบนฐานดิจิทัลต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 รัฐบาลที่จะทำให้ระบบสมบูรณ์ แต่รัฐบาลชุดนี้จะวางรากฐานไว้เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อไป ไม่ว่าใครมาบริหารก็จะต้องดำเนินการต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายใน 2 เดือนนับจากนี้จะมีการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ด้าน วิเทศ เตชางาม รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ดิจิทัล อีโคโนมี ในความหมายของรองนายกฯ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เป็นการสร้างระบบพื้นฐานรองรับเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่เรื่องฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ แต่เป็นการวางโครงสร้างไว้รองรับ และเป็นวิสัยทัศน์ที่มีความชัดเจนว่าจะเริ่มใช้เน็ตเวิร์กต่างๆ ที่มีอยู่ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยการสนับสนุนให้ใช้เครือข่ายในการค้าขายมากขึ้น ไม่เหมือนปัจจุบันที่ไทยใช้ระบบดิจิทัลในเรื่องของโซเชียลมากกว่าคอมเมอร์เชียล
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีการได้ขึ้นไปอยู่ในเครือข่ายดิจิทัลจะได้ประโยชน์มาก ทำให้มีช่องทางในการโปรโมทสินค้าไปทั่วโลก โอกาสที่จะขายสินค้าจะมีมากขึ้น ขณะที่เอสเอ็มอีในต่างประเทศจะเป็นบริษัทลูกของผู้ผลิตสินค้า หรือกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน หรือซัพพลายเชน ทำให้เชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากันได้ง่ายขึ้น สามารถวางแผนการผลิตและการตลาดได้ง่าย
“เรื่องนี้มีผู้เกี่ยวข้องมากมาย สถาบันการเงินต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในส่วนของการเป็นคนกลางรับชำระเงิน รองรับผู้ซื้อและผู้ขาย ซึ่งสมาคมธนาคารไทยควรจะหารือกัน เพราะจะเป็นส่วนหนึ่งในคอมเมอร์เชียลด้วย” วิเทศ กล่าว
อย่างไรก็ดี ไทยถือว่ามีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานส่วนนี้พอสมควร โดยบริษัท กสท โทรคมนาคม ได้วางโครงสร้างพื้นฐานไว้ค่อนข้างดีและครอบคลุมพื้นที่เกือบทั่วไทยแล้ว นอกจากพื้นที่ห่างไกลจริงๆ ที่จะรับสัญญาณการสื่อสารผ่านดาวเทียมไม่ได้
“ดิจิทัล อีโคโนมี จะเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายย่อยให้ขยายตลาดขายของและเพิ่มมูลค่าสินค้าได้มากขึ้น”
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลจะมี 2 ส่วน คือ ด้านข้อมูลข่าวสารและการศึกษา ที่ทำให้ทุกภาคส่วนในประเทศเข้าถึงข้อมูลที่เป็นองค์ความรู้ รวมทั้งเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงระบบต่างๆ ของภาครัฐได้ ซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบดิจิทัลให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน
สำหรับส่วนที่สองที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือ อีคอมเมิร์ซ หากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมอย่างจริงจังจะสร้างโอกาสให้ธุรกิจและเศรษฐกิจไทยได้มาก เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการหลายประเภทสนใจการค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซกันมากขึ้น จึงควรพัฒนาระบบให้รองรับธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี รัฐบาลควรมีมาตรการส่งเสริมที่เป็นรูปธรรม เช่น กำหนดข้อกฎหมายที่สร้างความมั่นใจหรือมีมาตรการทางภาษี จูงใจให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ เช่น เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น ซอฟต์แวร์ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางของระบบอีคอมเมิร์ซอย่างจริงจัง
“ขอมองเศรษฐกิจดิจิทัลในแบบที่เป็นรูปธรรมที่ปฏิบัติได้จริง อย่างอีคอมเมิร์ซหากพัฒนาต่อยอดให้ดี การพัฒนาดิจิทัลด้านอื่นๆ จะตามมา ตอนนี้หลายอย่างเอื้อต่ออีคอมเมิร์ซ ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ราคาถูกลง คนเข้าถึงง่าย ต่อไปก็จะใช้ซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น น่าส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโปรแกรมเพื่อรองรับสิ่งนี้” เชาว์ กล่าว
จะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลนั้นแม้มีปัญหาอุปสรรครออยู่ข้างหน้าอีกมาก แต่ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสสำหรับเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะเป็นการสอดรับกับนโยบายที่วางให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าของกลุ่มประเทศอาเซียน
ด้วยเหตุนี้แม้จะเป็นเรื่องยากและใช้เวลานาน แต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับประเทศไทย







