posttoday
รุมต้านเปิดสัมปทานปิโตรฯ

รุมต้านเปิดสัมปทานปิโตรฯ

17 กันยายน 2557

วิศวะจุฬาฯระบุพื้นที่เดิมยังไม่ขุดเพียบเดือนเด่นแนะโยกอำนาจกำกับพ้นพลังงาน

วิศวะจุฬาฯระบุพื้นที่เดิมยังไม่ขุดเพียบเดือนเด่นแนะโยกอำนาจกำกับพ้นพลังงาน

ชมรมวิศวะจุฬาฯ ต้านเปิดสัมปทานปิโตรเลียม ทีดีอาร์ไอเสนอโอนอำนาจกำกับออกจากพลังงาน

นายนพ สัตยาศัย ประธานชมรมวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย ร่วมปฏิรูปประเทศไทย เปิดเผยว่า ชมรมไม่ต้องการให้รัฐบาลเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งใหม่รอบที่ 21 เนื่องจากรายงานประจำปีของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในปี 2556 ระบุว่า ไทยมีพื้นที่สำรวจซึ่งยังไม่ได้ผลิตและขุดเจาะสูงถึง 9.8 หมื่น ตร.กม. และมีพื้นที่สำรองอีก 1.17 หมื่น ตร.กม. สะท้อนให้เห็นว่ายังมีพื้นที่สัมปทานเดิมให้ขุดเจาะอีกจำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องเปิดรอบใหม่

นอกจากนี้ ต้องการสนับสนุนให้ไทยทยอยสำรวจพื้นที่ปิโตรเลียมกันใหม่ทั่วประเทศ เพื่อจะได้ทราบว่ามีแหล่งพลังงานสำรองเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน เพื่อนำไปสู่การวางแผนที่มีประสิทธิภาพ เป็นข้อมูลสนับสนุนให้การประมูลสัมปทานมีความโปร่งใสมากขึ้น ไม่ใช่รอให้ผู้ได้รับสัมปทานรายใหญ่ของไทย เช่น บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต เป็นผู้บอกว่าไทยมีพลังงานเหลือเท่าใด

ขณะเดียวกัน ต้องการให้รัฐบาลไทยปรับระบบการจัดเก็บผลประโยชน์จากระบบสัมปทานมาเป็นระบบแบ่งปันผลประโยชน์ (PSC) แทน เนื่องจากจะทำให้มีรายได้เข้าสู่รัฐมากขึ้น ตรวจสอบได้ง่าย มีความโปร่งใสมากขึ้นด้วย

นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวเห็นด้วยกับการที่ภาครัฐจะต้องรู้ว่ามีสินค้าอยู่เท่าไหร่ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองกับผู้สัมปทาน

ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา ประชาชนไม่เชื่อถือกระทรวงพลังงานทั้งในฐานะผู้กำหนดนโยบาย และผู้กำกับดูแลกิจการ เพราะไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง ราคาพลังงานสูงมาก ขณะที่กระทรวงพลังงานก็ไม่สามารถเข้าไปจัดการดูแลได้โดยอ้างว่าเป็นสัญญาเชิงธุรกิจ จึงทำให้เกิดคำถามว่า แล้วกระทรวงพลังงานจะเป็นหน่วยงานกำกับเพื่ออะไรในเมื่อไม่มีอำนาจกำกับราคาได้

นางเดือนเด่น เสนอว่า ทางแก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาคือ ต้องแก้ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2532 และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 เพื่อโอนอำนาจการกับดูแลกิจการพลังงานทั้งหมดให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดูแล เหมือนประเทศอื่นที่แยกผู้กำหนดนโยบายกับผู้กำกับออกจากกันชัดเจน

นอกจากนี้ สาระสำคัญที่ต้องแก้ไขคือการเปิดเผยข้อมูลราคาพลังงาน เปิดช่องให้สาธารณชนเข้ามาช่วยตรวจสอบได้ ไม่ใช่ข้าราชการและนักการเมืองพูดคุยกันเอง อีกทั้งภาครัฐต้องสลายการผูกขาดพลังงาน เปิดให้มีการลงทุนอย่างเสรีมากขึ้นเพื่อสร้างการแข่งขัน เพื่อให้มีข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชนมากขึ้น นำไปสู่กระบวนการที่โปร่งใส

ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ หากไม่รู้ว่ามีสินค้าอยู่เท่าไหร่ ก็มีโอกาสถูกลดราคาสัมปทานได้มากขึ้นเท่านั้น แต่ หากมีข้อมูลมากก็จะยิ่งได้ราคาดี แต่ปัจจุบัน บริษัท เชฟรอน เติบโตจนใหญ่มาก ทำให้รัฐเสียอำนาจในการต่อรอง

ดังนั้น การสำรวจแหล่งพลังงานทั้งหมดของไทย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองจึงเป็นเรื่องจำเป็น

ด้านนายมนูญ ศิริวรรณ ประธานคณะกรรมการ บริษัท การจัดการธุรกิจ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวว่า การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ควรจะต้องเดินหน้าต่อไป เนื่องจากปัญหาความมั่นคงด้านพลังงานเป็นปัญหาที่รอแก้ไขในภายหลังไม่ได้ เพราะแนวโน้มในอนาคตไทยมีความเสี่ยงด้านพลังงานเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว

“การจะให้รัฐเป็นผู้สำรวจแหล่งพลังงานทั้งประเทศก่อน เป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก ปัจจุบัน แหล่งที่น่าจะมีปิโตรเลียมถูกขุดค้นพบไปจำนวนมากแล้ว โอกาสที่ขุดบ่อใหม่แล้วจะเจออีกมีเพียงประมาณ 20 บ่อจาก 100 บ่อเท่านั้น หากรัฐบาลใช้งบสำรวจปิโตรเลียมไปทั่วประเทศ 5,000 ล้านบาทแล้วพบแค่นิดเดียว รัฐบาลชุดนั้นจะอยู่ต่อได้อย่างไร เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องผลักดันให้เอกชนผู้รับสัมปทานเป็นผู้ดำเนินการสำรวจ” นายมนูญ กล่าว

นอกจากนี้ การใช้ระบบ PSC ไม่ได้ช่วยให้ภาครัฐมีรายได้มากขึ้นกว่าระบบสัมปทานมากนัก ปัจจุบันไทยใช้ระบบสัมปทานไทยแลนด์ 3 เอกชนก็ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้รัฐ ในอัตรา 70 ต่อ 30 ส่วนเรื่องความโปร่งใส ระบบสัมปทานกับระบบ PSC ก็ไม่ต่างกันมากนัก เพราะสุดท้าย PSC ก็โกงได้เช่นกัน

นางเดือนเด่น กล่าวอีกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท