
ปฏิรูปภาษีสรรพามิตเลิกเก็บโทรคมนาคม-เครื่องดื่ม
ศิริญญา ดุสิตนานนท์ หัวหน้าโครงการวิจัยปฏิรูปภาษีสรรพสามิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการวิจัยการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ว่า จากการศึกษาในกลุ่มสินค้าหลักที่ทำรายได้สูงสุดให้กรมสรรพสามิต ได้แก่ น้ำมัน รถยนต์ สุรา เบียร์ ยาสูบ และเครื่องดื่ม รวมทั้งสินค้าอื่นๆ มีรายได้ในปีงบประมาณ 2556 กว่า 432,868 ล้านบาท
ศิริญญา ดุสิตนานนท์ หัวหน้าโครงการวิจัยปฏิรูปภาษีสรรพสามิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลการวิจัยการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิต ว่า จากการศึกษาในกลุ่มสินค้าหลักที่ทำรายได้สูงสุดให้กรมสรรพสามิต ได้แก่ น้ำมัน รถยนต์ สุรา เบียร์ ยาสูบ และเครื่องดื่ม รวมทั้งสินค้าอื่นๆ มีรายได้ในปีงบประมาณ 2556 กว่า 432,868 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บภาษียังขาดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและเหมาะสม ส่วนใหญ่มุ่งเน้นแต่รายได้ ดังนั้นภาครัฐจึงควรทบทวนและกำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษีของสินค้าแต่ละประเภทให้เหมาะสมและเป็นธรรม เนื่องจากภาษีสรรพสามิตเป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บจากการบริโภคสินค้าเพียงบางประเภทที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางลบ ซึ่งหากรัฐต้องการสร้างรายได้ก็ควรใช้เครื่องมือทางภาษีอื่น
นอกจากนี้ ยังเห็นว่าควรมีการวางแผนปฏิรูปภาษีสรรพสามิต โดยมุ่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชน เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บทั้งด้านการกำหนดโครงสร้างภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจด้านโทรคมนาคมไม่ควรที่จะมีการจัดเก็บ ขณะที่ฐานการคำนวณการเก็บภาษีควรเท่าเทียมกัน เช่น รถยนต์และสุรา
อย่างไรก็ตาม ควรปรับลดอัตราภาษีที่เก็บจากน้ำมันและปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีให้เหมาะสม เพื่อให้มีส่วนต่างกับราคาแก๊สโซฮอล์มากขึ้น โดยเก็บภาษีให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในผลิตภัณฑ์น้ำมันทุกชนิด
อีกทั้งการปรับขึ้นอัตราภาษีควรคำนึงถึงระบบการค้าและภาษีของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย
จากการศึกษาพบว่า ประสงค์ในการจัดเก็บสินค้าบางกลุ่มไม่สมเหตุสมผล เช่น กลุ่มเครื่องดื่มที่มีการเลือกปฏิบัติ เก็บภาษีในเครื่องดื่มบางชนิด แต่บางชนิดไม่ได้เก็บภาษี จึงก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน
กลุ่มสินค้าประเภทเครื่องดื่มควรจะยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเหมือนในต่างประเทศ ส่วนกลุ่มโทรคมนาคมที่มีแนวโน้มจะจัดเก็บภาษีสรรพสามิตนั้นควรทบทวน เพราะระบบโทรคมนาคมเป็นต้นทุนการประกอบธุรกิจเกือบทุกประเภท หากมีการเก็บภาษีจะมีผลกระทบต่อการแข่งขันของธุรกิจได้
ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาในเรื่องโครงสร้างภาษี เช่น การกำหนดฐานภาษีของแต่ละสินค้าและโครงสร้างภาษีในปัจจุบันไม่เอื้อต่อการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เป็นต้น
อย่างไรก็ดี เรื่องอัตราภาษีควรจะมีการวางแผนแม่บทในเรื่องอัตราภาษี การปรับขึ้นอัตราภาษีอย่างชัดเจนและคำนึงถึงอัตราภาษีของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย
สำหรับข้อเสนอต่อการปฏิรูปโครงสร้างภาษีสรรพสามิต สำหรับประเทศไทยนั้น หอการค้าเสนอให้มีการบูรณาการการจัดเก็บรายได้ระหว่าง 3 กรมจัดเก็บภาษีหลัก กรมสรรพสามิต ศุลกากร และสรรพากร และควรปฏิรูปโดยเน้นส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ควรมีการพิจารณายกเลิกหรือทบทวนการใช้เงินอุดหนุนจากการกันเงิน เช่น การจัดเก็บเงินเข้ากองทุน
ในระยะยาวควรมีการรวมกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร และสรรพากร เข้าด้วยกัน เพื่อให้มีการวางนโยบายเป็นหนึ่งเดียว รวมทั้งการปฏิรูปภาษีสรรพสามิตเพื่อเตรียมความพร้อมรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
ด้าน พงศธร อังศุสิงห์ ประธานคณะอนุกรรมการภาษีสรรพสามิต สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีควรจะต้องเปรียบเทียบอัตราภาษีกับประเทศเพื่อนบ้านในทุกรายสินค้า เพื่อดูภาพรวมและพิจารณาว่าไทยอยู่ในตำแหน่งไหน
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากสหภาพยุโรปเป็นกรณีศึกษา เมื่อรวมตัวกันแล้วแต่ในประเทศต่างๆ มีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่แตกต่างกันมากจะเกิดการไหลทะลักของสินค้า ซึ่งไทยจำเป็นต้องเตรียมพร้อมในการปรับปรุงอัตราภาษี เพื่อรองรับเออีซีไปพร้อมๆ กับการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของรัฐ
สภาหอการค้าจะสรุปและส่งข้อเสนอดังกล่าวต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปภาษี ภายในวันที่ 22 ก.ย. 2557







