posttoday
ไซเตสให้ไทยเสนอแผนแก้ค้างาช้างภายใน30ก.ย.

ไซเตสให้ไทยเสนอแผนแก้ค้างาช้างภายใน30ก.ย.

16 กันยายน 2557

ไซเตสขีดเส้นตายไทยภายใน 30 ก.ย.ต้องยื่นเสนอแผนปฏิบัติการงาช้างของชาติ เน้นมีกฎหมายควบคุมการค้างาช้าง จดทะเบียนผู้ค้า

ไซเตสขีดเส้นตายไทยภายใน 30 ก.ย.ต้องยื่นเสนอแผนปฏิบัติการงาช้างของชาติ เน้นมีกฎหมายควบคุมการค้างาช้าง จดทะเบียนผู้ค้า

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการบริหารอนุสัญญาไซเตส ได้มีการประเมินผลการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาไซเตสในเรื่องงาช้างของไทย ซึ่งไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่น่ากังวลอย่างมาก (Primary Concern) และได้กดดันให้ไทยมีการปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานให้มากกว่าประเทศอื่นที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยมีกำหนดให้ปรับปรุงแผนปฏิบัติการงาช้างของชาติ (National Ivory Action Plan) เพื่อยื่นต่อเลขาธิการอนุสัญญาไซเตสภายในวันที่ 30 ก.ย.2557

ทั้งนี้ ตามขั้นตอนหลังจากยื่นแผนปฏิบัติการแล้ว ไทยจะต้องรายงานความก้าวหน้า (progress report) การดำเนินการตามแผนปฏิบัติการครั้งแรกภายในวันที่ 15 ม.ค.2558 และยื่นรายงานความก้าวหน้าอีกครั้งภายในวันที่ 31 มี.ค.2558 ซึ่งคณะกรรมการบริหารอนุสัญญาไซเตสจะประเมินผลการดำเนินการของประเทศไทยร่วมกับเลขาธิการอนุสัญญาไซเตส หากผลที่ออกมาไม่เป็นพอใจก็สามารถให้คำแนะนำการลงโทษประเทศไทยตามความเหมาะสมต่อไป

“ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการถูกคว่ำบาตรทางการค้าในกลุ่มสินค้าภายใต้การควบคุมของอนุสัญญาไซเตส หากไทยไม่สามารถดำเนินการตามคำแนะนำล่าสุดของคณะกรรมการบริหารไซเตส เพื่อแก้ไขปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิผลภายในเดือนมี.ค.2558”

สำหรับ การดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้างาช้างผิดกฎหมาย ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเร่งรัดการจัดทำและแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ เพื่อให้เอื้อต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรมให้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด เพราะภายใต้อนุสัญญาไซเตส แม้ไทยจะสามารถค้างาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้างได้ แต่จำกัดเฉพาะการค้าในประเทศสำหรับงาช้างและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากช้างบ้านอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น ไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกงาช้างหรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้อง รวมทั้งห้ามการค้างาช้างป่าหรืองาช้างแอฟริกาโดยเด็ดขาด     

กระทรวงพาณิชย์อยากจะขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ประชาชนทั่วไป รวมถึงนักท่องเที่ยว ในการสนับสนุนไม่ให้มีการค้างาช้างและผลิตภัณฑ์จากงาช้างที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากช้างบ้านในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย รวมทั้งการห้ามพกพางาช้างหรือผลิตภัณฑ์จากงาช้างไม่ว่าจะได้มาจากงาช้างที่ถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม ติดตัวเข้ามาหรือออกไปนอกราชอาณาจักรโดยเด็ดขาด

ขณะที่ แผนปฏิบัติการที่ไทยต้องดำเนินการตามไซเตส มี 3 เรื่อง คือ 1.การออกกฎหมายที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงการกำหนดให้ช้างแอฟริกาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองภายใต้กฎหมายสัตว์ป่า เพื่อให้สามารถควบคุมการค้างาช้างในประเทศและการครอบครองงาช้างได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้มีบทกำหนดโทษที่เข้มงวดกับผู้ที่ครอบครองงาช้างโดยผิดกฎหมายหรือค้างาช้างในประเทศอย่างผิดกฎหมาย 2.การออกกฎหมายที่กำหนดให้มีระบบการจดทะเบียนงาช้างในประเทศ (domestic ivory) อย่างครบวงจร (a comprehensive registration system) กำหนดให้มีระบบการจดทะเบียนและออกใบอนุญาต (licensing) ให้กับผู้ค้างาช้าง (ivory traders) ที่มีประสิทธิภาพ และการบังคับใช้กฎหมายและบทกำหนดโทษในกรณีของการกระทำผิดกฎหมาย และ 3.การเพิ่มความพยายามในการติดตามและควบคุมผู้ค้างาช้างและข้อมูลงาช้าง (ivory data) ในการบังคับใช้กฎหมายต่อการค้างาช้างที่ผิดกฎหมาย รวมถึงการกำหนดตัวชี้วัดของการดำเนินการด้วย

ส่วนมาตรการสูงที่สุดที่ประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตสเคยถูกลงโทษ คือ การคว่ำบาตรการค้าขายเชิงพาณิชย์ของสินค้าทุกประเภทที่อยู่ในความควบคุมของอนุสัญญาไซเตส ซึ่งการถูกลงโทษนอกจากจะก่อให้เกิดผลกระทบทางการค้าระหว่างประเทศในวงกว้างแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของประเทศในการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาระหว่างประเทศที่สำคัญมากฉบับหนึ่งของโลก    

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท