
ปรับทัศนคติรัฐบาลสงขลา-สตูลค้านแลนด์บริดจ์
เครือข่ายประชาชนปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสงขลาสตูล เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
เครือข่ายประชาชนปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสงขลาสตูล เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อคัดค้านโครงการก่อสร้างท่าเรือเชื่อมชายฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย หรือแลนด์บริดจ์สงขลาสตูล พร้อมออกแถลงการณ์คัดค้านที่มีการบรรจุโครงการดังกล่าวไว้ในนโยบายรัฐบาล
เจ๊ะนะ วัฒนพันธ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสงขลาสตูล ระบุว่า เข้ายื่นหนังสือคัดค้านให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทราบว่า ชาว จ.สตูล และสงขลา ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลได้ประกาศให้มีการพัฒนาระบบคมนาคมเพื่อการขนส่งสินค้าทางน้ำระหว่างสองฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ซึ่งหมายถึงโครงการท่าเทียบเรือปากบารา อ.ละงู จ.สตูล และโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือบ้านสวนกง ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา
“รัฐบาลควรศึกษารายละเอียดและข้อมูลประกอบอื่นๆ ให้รอบคอบ ไม่ใช่ฟังข้อมูลทางราชการ หรือภาคธุรกิจเพียงฝ่ายเดียว ต้องฟังเสียงประชาชนด้วย” เจ๊ะนะ ระบุ
แกนนำประชาชนจากสตูลย้ำว่า คนในพื้นที่สองฝั่งทะเลได้คัดค้านโครงการนี้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพราะมีผลการศึกษาว่าการก่อสร้างโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะหมู่เกาะเภตรา จ.สตูล ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
“มีทหารไปขอร้องให้ชาวบ้านเสียสละเพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา จึงตอบไปว่า ไม่ได้ แต่จะรักษาสตูลไว้ชั่วลูกชั่วหลาน หากเทียบสึนามิที่ทำให้เสียหายอย่างหนัก แต่สึนามิมาแล้วก็ไป ขณะที่ท่าเรือน้ำลึกมาแล้วจะอยู่กับคนสตูลไปอีกนาน ดังนั้น คสช.จะต้องรับฟังเสียงจากคนในพื้นที่ก่อนตัดสินใจโครงการนี้”
สมบูรณ์ คำแหง แกนนำเครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนา จ.สตูล กล่าวว่า เข้ายื่นหนังสือเพื่อให้นายกรัฐมนตรีปรับทัศนคติเกี่ยวกับโครงการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้เสียใหม่ โดยควรแยกแยะระหว่างความเดือดร้อนจากการพัฒนาของรัฐออกจากความขัดแย้งทางการเมือง การแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่าโครงการขนาดใหญ่ของรัฐอาจจำเป็นต้องลดขั้นตอนบางอย่างลงเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและสะดวกรวดเร็ว เกรงว่าอาจจะละเลยการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ)
ด้าน อาภา หวังเกียรติ อาจารย์ประจำวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการลงทุนของภาครัฐ กล่าวในเวทีเสวนาหัวข้อ “จากท่าเรือน้ำลึกปากบารา : หายนะของคนสตูล – โรงไฟฟ้าถ่านหิน : คนกระบี่ได้อะไร” จัดโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่า ขณะนี้มีความพยายามของกรมเจ้าท่าที่จะไม่ทำอีเอชไอเอโดยอ้างว่าไม่มีรัฐธรรมนูญบังคับใช้
“ที่ผ่านมา คสช.ได้เร่งรัดปลดล็อกเงื่อนไขให้มีการลงทุนรวดเร็วขึ้น เช่น การเร่งรัดออกใบ ร.ง.4 การอนุมัติโครงการโดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติถึง 24 โครงการ กระทรวงพลังงานจะเร่งลงทุนโครงการวางท่อพลังงาน 2 ฝั่ง นอกจากนี้ ยังมีการเร่งรัดกระบวนการจัดทำอีเอชไอเอให้เสร็จภายใน 45 วัน มีการขยายแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) เป็น 20 ปี เพื่อรองรับอุตสาหกรรม รวมทั้งเร่งรัดให้ทุกจังหวัดปรับผังเมืองรองรับอุตสาหกรรม รวมถึงเร่งรัดเขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 เขต จากเป้าหมาย 12 เขต”
อาภา สะท้อนภาพให้เห็นอีกว่า รัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้บางคนเคยร่วมทำแผนพัฒนาภาคใต้ อีกทั้งกลุ่มทุนได้กำหนดว่าภาคใต้จะเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมี การขายพลังงานและไฟฟ้า เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม แปลว่ากลุ่มทุนอุตสาหกรรมเหล่านี้ใหญ่กว่ารัฐบาล รายงานการศึกษาบริษัทปิโตรเลียมของไทยแห่งหนึ่ง ระบุว่า จ.นครศรีธรรมราช จะเป็นคลังน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
นันทพล เด็นเบ็น กลุ่มพิทักษ์ปะการังสตูล กล่าวว่า สตูลมีปะการังที่ดีที่สุดติดอันดับโลก ไฮซีซั่นทุกปีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมากันจนเกาะหลีเป๊ะไม่พอรองรับ แต่หากมีการสร้างท่าเรือต้องมีการขุดลอกร่องน้ำ นำทรายกว่า 9 ล้านตันไปทิ้งห่างเกาะหลีเป๊ะประมาณ 20 กิโลเมตร การท่องเที่ยวสตูลก็จบ ปลาการ์ตูน 15 สายพันธุ์จะหมดไป แหล่งวางไข่ของสัตว์อีกหลายชนิดจะไม่มี
กิตติภพ สุทธิสว่าง เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น จ.สงขลา กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ให้น้ำหนักในการลงทุนในพื้นที่ภาคใต้มากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา และเน้นทำเร็วโดยไม่รับฟังข้อมูลชาวบ้าน ดังนั้นการทำโครงการที่มีผลกระทบ จะยอมให้ คสช.ตัดสินใจคนเดียวไม่ได้
ขณะที่ สุทัศน์ ไชยมุด ตัวแทนผู้ประกอบการท่องเที่ยว จ.กระบี่ กล่าวว่า ไม่คุ้มค่าหากจะเอาโรงไฟฟ้าถ่านหินมาแลกกับรายได้จากการท่องเที่ยวของกระบี่ปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นคนกระบี่จะกำหนดการเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังการจัดรับฟังความเห็นเรื่องสร้างโรงไฟฟ้า หรือ ค.3 ในวันที่ 28 ก.ย.นี้







