posttoday
อย่าถอดถอนจนลืมคดีทุจริต

อย่าถอดถอนจนลืมคดีทุจริต

15 กันยายน 2557

ปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่มากมายในบ้านเมืองเรานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน นักกฎหมายถูกสอนมาให้เป็นนักคิด นักจินตนาการ หรือจะเรียกให้ทันสมัยว่าเป็นคนที่ชอบมโนก็ได้

ปัญหาความขัดแย้งที่มีอยู่มากมายในบ้านเมืองเรานี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน นักกฎหมายถูกสอนมาให้เป็นนักคิด นักจินตนาการ หรือจะเรียกให้ทันสมัยว่าเป็นคนที่ชอบมโนก็ได้

การตีความกฎหมายเป็นธรรมชาติของนักกฎหมายทั่วโลก เพราะกฎหมายไม่สามารถเขียนให้ละเอียด ครอบคลุมได้ทุกเรื่อง แม้ในขณะร่างกฎหมายจะมโนให้ครอบคลุมเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้เพียงใด ตัวอย่างที่มีการถกเถียงกันก่อนจะเกิด คสช. คือ การที่นายกรัฐมนตรีรักษาการถูกชี้มูลความผิดหรือถูกกล่าวหาว่าทำผิดรัฐธรรมนูญจนต้องถูกถอดถอน จะยังสามารถถอดถอนให้พ้นตำแหน่งได้อีกหรือไม่ มีการตั้งคำถามว่าจะตายซ้ำกันได้อย่างไร

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงต้องมีบทที่เป็นหลักทั่วไปไว้ เช่น รัฐธรรมนูญบัญญัติถึงจารีตประเพณี หรือให้กระทำการภายใต้หลักนิติธรรม กฎหมายแพ่งมีหลักสุจริต ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายให้สามารถใช้ได้ครอบคลุมในทุกกรณี

การตีความกฎหมายจึงเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด เป็นความจำเป็นที่จะต้องมีการตีความเพื่อให้กฎหมายครอบคลุม ประเด็นอยู่ที่การตีความนั้นเป็นการตีความตามหลักเกณฑ์ ตีความเพื่อความเป็นธรรม หรือตีความแบบศรีธนญชัย ที่ตีความเพื่อประโยชน์ของตนเอง

หากตีความกฎหมายด้วยความเป็นธรรม ด้วยความสุจริตภายใต้หลักนิติธรรม การตีความกฎหมายนั้นก็จะทำให้เกิดความเป็นธรรม แต่ถ้าตีความแบบศรีธนญชัย ตีความโดยยึดถือประโยชน์ของตนเองเป็นเป้าหมาย การตีความอย่างนี้จะก่อให้เกิดปัญหาและนำไปสู่ความขัดแย้งไม่รู้จบ

หนึ่งในปัญหาทางกฎหมายที่เป็นประเด็นให้ถกเถียงกันในขณะนี้ คือ สนช.มีอำนาจพิจารณาถอดถอนนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดรัฐธรรมนูญฉบับก่อน คือ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ และนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานและรองประธานรัฐสภา ได้หรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ที่จะถูกถอดถอนเองย่อมตีความว่าไม่มีอำนาจที่จะทำได้

การพิจารณาในเรื่องนี้ คงต้องพิจารณาใน 2 ประเด็น

ประเด็นแรก การใช้อำนาจของหน่วยงานใดๆ จะต้องมีกฎหมายรองรับ เมื่อรัฐธรรมนูญที่อ้างว่าทำผิดนั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว สนช.จะใช้อำนาจตามกฎหมายใดในการพิจารณา

การกระทำอันเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมาย ป.ป.ช.ด้วย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 โดยมาตรา 58 บัญญัติไว้ ความว่า เมื่อปรากฏว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง วุฒิสภามีอำนาจดำเนินการถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้

ความผิดตามที่บัญญัติไว้ เป็นความผิดที่ล้อมาจากรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นแม้รัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไปแล้ว แต่เมื่อมีบัญญัติอยู่ในกฎหมาย ป.ป.ช. จึงยังถือได้ว่ามีความผิดที่ต้องดำเนินการต่อไป

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาต่อไปคือ สนช.มีอำนาจพิจารณาหรือไม่ เพราะปัจจุบันไม่มีวุฒิสภาแล้ว ประเด็นนี้คงต้องดูรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 6 ที่บัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกินสองร้อยยี่สิบคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและมีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติถวายคำแนะนำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และรัฐสภา

เมื่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ทำหน้าที่วุฒิสภา จึงย่อมมีอำนาจพิจารณาถอดถอนนักการเมืองตามที่ ป.ป.ช.เสนอ ไม่มีเหตุที่จะตีความเป็นอื่นไปได้

กฎหมาย ป.ป.ช. ยังบัญญัติไว้ชัดเจนตามมาตรา 64 ว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากว่าข้อกล่าวหาที่มาจากการเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาออกจากตำแหน่งมีมูล และได้รายงานไปยังประธานวุฒิสภาแล้ว ให้ประธานวุฒิสภาจัดให้มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณามีมติโดยเร็ว

มาตรา 65 สมาชิกวุฒิสภามีอิสระในการออกเสียงลงคะแนน ซึ่งต้องกระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ มติที่ให้ถอดถอนผู้ใดออกจากตำแหน่งให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา

ผู้ใดถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งหรือให้ออกจากราชการนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติให้ถอดถอน และให้ตัดสิทธิผู้นั้นในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในหน่วยงานของรัฐ หรือในการรับราชการเป็นเวลาห้าปี

สนช.ที่ทำหน้าที่วุฒิสภา จึงต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว การถอดถอนก็ควรต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ คือ สามในห้า จึงจะถอดถอนได้

ในครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกที่ถอดถอนนักการเมืองได้สำเร็จ

ปัญหาที่ยังมีคนโต้แย้ง คือจะพิจารณาถอดถอนไปทำไม ในเมื่อทั้งประธานรัฐสภาและรองประธานต่างพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว การพิจารณาถอดถอนจึงไม่มีประโยชน์

ประเด็นนี้คงต้องพิจารณาว่า การถอดถอนนี้มิใช่มีผลเพียงแค่ถอดถอนจากตำแหน่งเท่านั้น แต่ผลของการถอดถอนยังทำให้ผู้ถูกถอดถอนต้องเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปีด้วย การพิจารณาจึงยังจำเป็นต้องพิจารณาต่อไป

ส่วนคะแนนเสียงการถอดถอนจะได้สามในห้าหรือไม่ เป็นสิ่งที่จะต้องรอดูกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกจากการถอดถอนแล้ว เหตุที่ถูกถอดถอนคือการใช้อำนาจโดยมิชอบในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นคุณสมบัติของวุฒิสมาชิกซึ่งมีประเด็นการเสียบบัตรแทนกันด้วย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ และมีข้อเท็จจริงที่ว่ามี สส.แจ้งให้ประธานดำเนินการกับผู้เสียบบัตรแทนกันแล้ว แต่ทั้งประธานและรองประธานเพิกเฉย อันเป็นความผิดอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย ซึ่ง ป.ป.ช.มีหน้าที่สอบสวนแล้วส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองพิจารณาพิพากษาต่อไป

การเสียบบัตรแทนกันเป็นเรื่องร้ายแรง เป็นการทุจริตต่อหน้าที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรจะเกิดในรัฐสภา หนึ่งในอำนาจอธิปไตยสูงสุดของการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นสถานที่ตรากฎหมายของประเทศ ทั้งเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนปวงชนชาวไทย ที่ยกย่องตัวเองว่าผู้ทรงเกียรติ จึงควรที่จะประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี หากผู้ทรงเกียรติในรัฐสภาทำผิดกฎหมายแล้วไม่ต้องรับโทษ จะหวังให้ประชาชนทั่วไปเคารพกฎหมายได้อย่างไร

แม้ ป.ป.ช.จะมีงานที่ต้องทำเป็นจำนวนมาก แต่คดีที่มีความสำคัญเช่นนี้ ป.ป.ช.คงต้องแสดงฝีมือให้ประชาชนทั้งประเทศเห็น เหมือนคดีจำนำข้าว

หากท่านกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง ประชาชนให้กำลังใจท่านเสมอครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท