
คลังชวนต่างชาติลงทุนไทย
สมหมายใช้เวทีประชุมผู้นำนานาชาติชี้แจงการเมืองเชิญร่วมลงทุนพื้นฐาน
สมหมายใช้เวทีประชุมผู้นำนานาชาติชี้แจงการเมืองเชิญร่วมลงทุนพื้นฐาน
สมหมายเดินสายเวทีประชุมต่างชาติ แจงสถานการณ์ไทยสงบ ชวนเอเชียยุโรป ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการไปประชุม รมว.คลังเอเชียยุโรป (AsiaEurope Finance Ministers’ Meeting: ASEM FinMM) ที่ประเทศอิตาลี ว่า ได้พบปะกับ รมว.คลัง และนักธุรกิจหลายประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยดีมาก โดยเฉพาะการพบปะพูดคุยกับ รมว.คลังของประเทศจีน และได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงให้เข้าใจถึงสถานการณ์และนโยบายของรัฐบาลใหม่
นอกจากนี้ ได้หารือถึงการที่ไทยร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง (Founding Member) ธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank : AIIB) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมโยงกันในภูมิภาคเอเชีย โดย รมว.คลังของจีนได้แสดงความขอบคุณประเทศไทยที่ได้ตอบรับเข้าร่วมเป็นสมาชิกก่อตั้ง และได้ชี้แจงถึงเป้าหมายของการดำเนินการจัดตั้งธนาคาร AIIB ให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ภายในปลายปี 2558 เพื่อให้ธนาคาร AIIB เป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพและสามารถตอบสนองความต้องการสมาชิกได้อย่างแท้จริงด้วยต่อไป
รมว.คลังยังได้ชี้แจงสถานการณ์ในไทยว่า ขณะนี้ได้มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเข้ามาบริหารประเทศเรียบร้อยแล้ว โดยรัฐบาลนี้จะเน้นการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยได้กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามการคอร์รัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สมดุล และพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวด้วย รวมถึงได้เชิญชวนสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาประเทศไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ รมว.คลังของจีนชี้แจงว่า นักท่องเที่ยวจีนชอบมาประเทศไทยเมื่อสถานการณ์มีความสงบมาก นักท่องเที่ยวก็จะกลับมาเที่ยวไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน รวมทั้งยินดีสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลไทยในการปฏิรูปประเทศ และรับที่จะชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทยให้แก่รัฐบาลและประชาชนจีนต่อไปด้วย
นายสมหมาย กล่าวต่อไปว่า ได้เชิญ รมว.คลังของประเทศสมาชิกอาเซม ตลอดจนสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศพิจารณาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยและภูมิภาคเอเชีย เพื่อเชื่อมโยงการค้าการลงทุน และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในภูมิภาค โดยได้ย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการคลังและเสริมสร้างประสิทธิภาพให้มากขึ้น
ทั้งนี้ ประเทศจีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปกในเดือน ต.ค.นี้ และจะมีการประชุมธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตัน ซึ่ง รมว.คลังของไทยจะเดินทางไปเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศด้วย รมว.คลังเรียกความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
และชักจูงเอเชียยุโรปให้ร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้ใช้โอกาสในการเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซม (AsiaEurope Finance Ministers’ Meeting: ASEM FinMM) ครั้งที่ 11 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2557 ณ นครมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ชี้แจงถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและนโยบายของรัฐบาลไทยแก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจากประเทศสมาชิกอาเซม ทั้งจากฝ่ายยุโรปและเอเชีย รวม 49 ประเทศ ให้เชื่อมั่นในแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ 3 ระยะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีเป้าหมายในการวางรากฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่แข็งแกร่งและสร้างความปรองดองในชาติ และจะจัดให้มีการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมในปี 2558
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้อธิบายถึงสถานการณ์ในประเทศไทยว่า หลังจาก คสช. ได้เข้ามาบริหารประเทศ สถานการณ์ในประเทศได้มีความสงบสุขและมีเสถียรภาพมากขึ้น ทำให้ความเชื่อมั่น ของนักลงทุนและผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบัน ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี เข้ามาบริหารประเทศ ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2557 ซึ่งถือเป็นการดำเนินการในระยะที่ 2 ของยุทธศาสตร์การบริหารประเทศดังกล่าว โดยได้มีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเตรียมจัดตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติและคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ที่จะดำเนินการปฏิรูปประเทศควบคู่ไปกับการสร้างความปรองดองในระยะยาว ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เน้นย้ำถึงนโยบายของประเทศที่ยึดมั่นในระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและเสรี และมุ่งเน้นการเจริญเติบโตที่ยั่งยืนอย่างมั่นคงในระยะยาว
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ใช้โอกาสที่เข้าร่วมการประชุมนี้ ซึ่งมีการพิจารณาความร่วมมือระหว่างยุโรปและเอเชียในการเสริมสร้างการเจริญเติบโต ชักจูงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของประเทศสมาชิกอาเซม ตลอดจนสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศให้พิจารณาร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยและของภูมิภาคเอเชีย เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงทางการค้าและการลงทุน และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ในภูมิภาค โดยได้ย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน (PublicPrivate Partnerships: PPPs) ซึ่งจะช่วยลดภาระทางการคลังและเสริมสร้างประสิทธิภาพให้มากขึ้น







