
ขายพันธบัตรแสนล้าน
คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ 1 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยสูง คสช.สั่งขายรายย่อย
คลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ 1 แสนล้านบาท ดอกเบี้ยสูง คสช.สั่งขายรายย่อย
แหล่งข่าวกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) จะหารือกับสถาบันการเงิน 13 แห่ง เพื่อวางแผนการกู้เงินตามแผนบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 1.25 ล้านล้านบาท ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว เพื่อให้การกู้เงินดังกล่าวไม่กระจุกตัวจนส่งผลกระทบกับตลาดเงิน
สำหรับแผนการกู้เงิน คลังจะออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ประมาณ 10% ของแผนการบริหารหนี้สาธารณะทั้งหมด หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท เพื่อขายให้กับนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก ตามนโยบายของ คสช.ที่ต้องการให้นักลงทุนรายย่อยมีช่องทางการลงทุนได้ผลตอบแทนดีกว่าฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์
ทั้งนี้ การออกพันธบัตรออมทรัพย์กระทรวงการคลังจะทยอยออกโดยดูสภาพตลาดเงินและอายุของพันธบัตรที่ออกด้วย ที่ผ่านมามีการออกพันธบัตรอายุ 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี นักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจมาก เพราะคลังให้อัตราผลตอบแทนสูง และมีการชดเชยภาษีจากดอกเบี้ย 15% ให้กับผู้ซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ด้วย
ขณะที่วงเงินการออกพันธบัตรออมทรัพย์แต่ละครั้ง จะออกครั้งละจำนวนมากๆ เนื่องจากที่ผ่านมาคลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2557 ล่าสุดวงเงิน 3 หมื่นล้านบาท 7 ปี ดอกเบี้ย 4.25% และอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 4.75% สามารถขายหมดภายใน 3 วัน โดย คสช.ต้องการให้ออกพันธบัตรเพิ่มขายให้กับนักลงทุนรายย่อยทันที แต่เนื่องจากแผนการบริหารหนี้ปีงบ 2557 วางแผนไว้หมดแล้วไม่มีวงเงินเพิ่มที่จะออกได้อีก ดังนั้นในต้นปีงบประมาณ 2558 จะมีการออกพันธบัตรออมทรัพย์ทันที
สำหรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 1.25 ล้านล้านบาท เป็นการกู้เงินใหม่ 3.81 แสนล้านบาท และเป็นการกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เก่า 7.97 แสนล้านบาทในจำนวนนี้เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 1.5 แสนล้านบาท ที่นำไปใช้ในโครงการจำนำข้าว
แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับการกู้ตามแผนการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2558 ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นการกู้โดยการออกเป็นพันธบัตรรัฐบาลขายให้กับสถาบันการเงิน มีทั้งอายุ 5 ปี 7 ปี 10 ปี 20 ปี 30 ปี และ 50 ปี ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดการเงินให้มีต่อเนื่อง
นอกจากนี้จะมีบางส่วนกู้เป็นการออกตั๋วสัญญาใช้เงินระยะสั้น (ตั๋วบีอี) กับสถาบันการเงิน ซึ่งในส่วนใหญ่เป็นการกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เก่าของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) วงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท
ขณะเดียวกันบางส่วนจะเป็นการกู้เงินโดยตรงให้กับสถาบันการเงิน ทั้งเป็นรัฐบาลกู้โดยตรง และรัฐวิสาหกิจกู้ เพื่อไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทั้ง การสร้างรถไฟคู่ การขยายบริหารน้ำประปา ไฟฟ้า ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
สำหรับแผนการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2558 วงเงิน 1.25 ล้านล้านบาท เป็นการกู้เงินใหม่ 3.81 แสนล้านบาท และเป็นการกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เก่า 7.97 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) 1.5 แสนล้านบาท ที่นำไปใช้ในโครงการจำนำข้าว







