
รัฐบาลพอเพียง
ไมค์แสนห้า นาฬิกาเจ็ดหมื่น ! นั่นคือตัวอย่างของโศกนาฏกรรมของระบบราชการไทยผู้ไม่ยึด “ความพอเพียง”
ไมค์แสนห้า นาฬิกาเจ็ดหมื่น !
นั่นคือตัวอย่างของโศกนาฏกรรมของระบบราชการไทยผู้ไม่ยึด “ความพอเพียง” บนหลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไขของ “พระราชปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ได้แก่ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันบนปัจจัยเกื้อหนุนของ “ความรู้คู่คุณธรรม”
ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่าข้าราชการไทยเต็มไปด้วยคนโง่ หรือตั้งใจที่จะแสดงความโง่ต่างๆ ออกมาให้เป็นข่าวต่อสื่อเป็นระยะๆ นี่ก็หมายความว่าข้าราชการไทย “รู้ดี” และ “รู้เรื่อง” ต่อสิ่งที่ได้กระทำนั้นตลอดเวลา เพียงแต่ว่าได้นำความรู้ที่ดีๆ นั้นมาโกงกินคอร์รัปชั่น จึงเป็นความรู้ที่ไม่มี “คุณธรรม” ซึ่งก็คือ “ความซื่อสัตย์สุจริต”ที่ข้าราชการทุกคนควรต้องมี
พ่อผู้เขียนก็เป็นข้าราชการ ท่านเป็นตำรวจที่ไต่เต้าจากพลตำรวจจนเกษียณในยศพันตำรวจตรี เลี้ยงลูก 6 คน กับญาติพี่น้องและบริวารนับสิบได้อย่างเรียบร้อย ท่านทำงานในส่วนสวัสดิการและการเงินของกรมตำรวจ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ข้าราชการถ้าทำงานดีๆ ให้เป็นที่รักของประชาชน ก็มีกินมีใช้ ไม่อดอยาก เพราะมีสวัสดิการเต็มที่ รวมทั้งประชาชนนั้นด้วยที่ “เลี้ยงเรา”
พ่อบอกว่าพ่ออยากเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อเป็นคนตัวเล็ก จึงมักถูกเพื่อนรังแกเสมอมา คนบ้านนอกสมัยนั้น (แม้ในสมัยนี้) กลัวตำรวจมาก ขนาดเด็กๆ ร้องไห้โยเย แม่ๆ แค่กระซิบว่า “ตำรวจมา” เด็กก็เงียบแล้ว เมื่อพ่อได้รับการคัดเลือกเป็นตำรวจจึงดีใจมาก ทราบจากแม่ว่าพ่อปิดหมู่บ้านฉลองอยู่หลายวัน จนเกือบจะลืมไปทำงานในตำแหน่งที่เพิ่งจะได้
พ่อทำงานอยู่ในตัวเมืองขอนแก่น แต่วันใดที่ออกเวรหรือเป็นวันหยุดก็จะกลับมาช่วยงานต่างๆ ที่หมู่บ้าน จนเป็นที่รักของชาวบ้าน ในตลาดขอนแก่นก็ไปช่วยดูแลพ่อค้าแม่ค้าที่ถูกรังแก บางทีกลับมาบ้านก็จะมีเนื้อวัว เนื้อหมู และผักต่างๆ ติดมือมา รวมทั้งก๋วยเตี๋ยวและขนมต่างๆ ซึ่งถูกคะยั้นคะยอให้รับไว้ ซึ่งถ้าไม่รับผู้ให้ก็จะเสียน้ำใจหรือรู้สึกไม่ดี
ครั้งหนึ่งพ่อถูกคนที่เสียประโยชน์ฟ้องว่า“รีดไถ” แต่ด้วยความช่วยเหลือของชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าที่รู้จัก มาช่วยกันให้ปากคำเป็นพยาน จึงถูกลงโทษแค่ว่ากล่าวตักเตือน แต่พ่อก็ได้ใช้โทษในครั้งนั้นบอกแก่คนที่เคยให้สิ่งของต่างๆกับพ่อว่า ถ้ารักกันอย่าเอาอะไรมาให้อีกเลยแต่พวกเราลูกๆ ก็ยังได้กินขนมฟรีหรือของเล่นต่างๆ อยู่บ้าง
เล่าเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับพ่อมานี้ก็เพียงแต่เป็นห่วงว่า ข้าราชการที่มีภาพลักษณ์ดีบางท่าน ถ้าท่านไม่อยากจะให้เกิดความมัวหมองไปทั้งวงศ์ตระกูลก็ต้องระมัดระวังในการสื่อสารกับสังคม แม้บางทีท่านไม่ได้ทำ “เรื่องเสี่ยงๆ” นั้นเอง แต่การที่ท่านไปปกป้องหรือพยายามพูดแก้ตัวให้แก่คนอื่น แม้ท่านจะมี “ทุนทางสังคม” สูงส่งเพียงใด ก็คงไม่อาจจะช่วยให้ท่าน “ดูดี” ขึ้นได้
เข้าทำนอง “ปลาร้าพันห่อด้วยใบคา”
ใบคาหรือหญ้าคานั้นถือว่าเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ ตามศาสนาฮินดูในตำนานการกวนน้ำอมฤตจาก “ทะเลน้ำนม” หรือเกษียรสมุทร โดยหลอกใช้แรงงานของพวกยักษ์ให้ปั่นเขาพระสุเมรุ น้ำอมฤตที่เกิดขึ้นจึงถูกเทวดา “กอบโกย” เอาไปดื่มจนเกือบหมด (อันเป็นเหตุให้เทวดาเป็นอมตะคือไม่ตาย) แต่ก็ยังมีน้ำอมฤตที่เหลือเพียงเล็กน้อยได้กระเซ็นติดต้นหญ้าชนิดหนึ่ง ทำให้หญ้าชนิดนั้นทนทานอากาศที่ทารุณโหดร้ายในอินเดียได้ดี นั่นก็คือหญ้าคา
ตามตำนานยังกล่าวอีกว่าพวกงูต่างๆ ก็พากันเลื้อยมาดูการกวนน้ำอมฤต แต่แย่งเทวดาไม่ทัน จึงไปเลียเอาจากใบหญ้าคา คมของใบหญ้าคาจึงบาดลิ้น ทำให้ลิ้นงูเป็น 2 แฉกมาตั้งแต่บัดนั้น รวมทั้งปริมาณที่ยั้วเยี้ย เหมือนว่าจะฆ่าเท่าไหร่ก็ไม่ตาย กระทั่งบรรดาบาบูอาบังทั้งหลายต้องเอามาเป่าปี่ให้เต้นระบำหากิน
หรือตามพุทธประวัติ ครั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็มีชาวบ้านคนสำคัญคนหนึ่ง (ผู้เขียนลืมชื่อ) ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ได้เอาหญ้าคาฟ่อนหนึ่งมาปูเป็นที่ประทับใต้ต้นมหาโพธิ์ แล้วพระพุทธองค์ก็ประทับนั่งตั้งแต่ตะวันตกดิน แล้วตรัสรู้ค้นพบ “อริยสัจ 4” คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ไปตามลำดับในแต่ละยามจนรุ่งเช้า (มาตรนับเวลาโบราณ ยามแต่ละยามมี 3 ชั่วโมง เริ่มจากเวลา 6 โมงเย็นถึง 3 ทุ่มเรียกว่า “ยามหนึ่ง” จากนั้นจนถึงเที่ยงคืนเป็น “ยามสอง” ซึ่งคนสมัยต่อมาเรียกติดปากว่า “สองยาม” เวลา 3 นาฬิกาของวันใหม่จึงเป็น “ยามสาม” และ 6 นาฬิกาเป็น “ยามสี่” หรือรุ่งเช้า)
ว่ากันว่าในพระราชพิธีราชาภิเษก พราหมณ์ต้องเอาหญ้าคากำหนึ่งคลุมด้วยพระสุหนี่ (ผ้าคลุมรองนั่ง) รองเป็นที่ประทับ หรือในการพรมน้ำมนต์เมื่อชาวพุทธทำบุญในวาระอันเป็นมงคลต่างๆ เช่น ขึ้นบ้านใหม่ เปิดห้างร้านบริษัท วันเกิด ฯลฯ พระสงฆ์ที่ทำหน้าที่นี้จะใช้มัดหญ้าคาจุ่มน้ำมนต์ในบาตรหรือหม้อน้ำมนต์ ประพรมผู้คนและบริเวณต่างๆ จึงจะถือว่าถูกต้องและเป็นมงคลอย่างแท้จริง (แต่เดี๋ยวนี้มีเพี้ยนใช้กิ่งมะยมบ้าง ไม้อื่นบ้าง นัยว่าเป็นมงคลดีกว่า)
การที่คณะรัฐมนตรี “ย้าย” ไปประชุมที่ตึกสันติไมตรีในนัดปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ 9 ที่ผ่านมา อาจจะเป็นเหตุผลมาจากไม่อยากให้รัฐบาลที่เป็นประดุจ “หญ้าคา” ไปมีภาพปรากฏร่วมกับไมโครโฟนราคาแสนห้า (2-3 วันมานี้ยังมีคนไปพบว่าจอภาพ 28 ชุด ในห้องประชุม ครม.ใหม่มีราคาถึงชุดละ 5 แสนกว่าบาท แถมยังตกรุ่นแล้วและมีราคาปัจจุบันราว 5 หมื่นบาทเท่านั้น) ซึ่งก็จะกลายเป็นไปจุ่มเข้ากับ “ปลาร้า” ก็จะเข้าภาษิตว่า “ใบ(หญ้าคา)ก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง”
เพื่อนผู้เขียนคนหนึ่งแกเป็นคนหัวโบราณ แกพูดอย่างมั่นใจว่า “ขอให้เชื่อหัวไอ้เรือง (นี่ก็เป็นวลีโบราณเวลาที่จะท้าพนันกับใคร ซึ่งไอ้เรืองนี้เป็นใครและสำคัญอย่างไรก็ไม่รู้) ถ้ายังไม่ย้ายไมโครโฟน (และคงพวกอุปกรณ์ราคาพิลึกต่างๆ) ออกไป พี่ตู่ (คงจะหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) คงไม่ยอมย้ายไปประชุมที่ห้องประชุมใหม่นั้นแน่ๆ”
ทหารเองก็เคยมีปัญหาในการจัดซื้อจัดจ้างเช่นกัน เช่น รถถังยูเครน เครื่องบินรบสวีเดน และเรือเหาะ เป็นต้น (สำหรับ “ไม้เท้าวิเศษ” ที่ใช้ค้นวัตถุระเบิดและยาเสพติดราคาอันละหลายแสนนั้นที่โด่งดังเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับทหารหรือตำรวจกันแน่) ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ก็คงหวาดๆ อยู่ว่าไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับเรื่องฉาวโฉ่ “เหม็นปลาร้า” เช่นนี้อีก
“ปรากฏการณ์ไมค์แสนห้าฯ” (ลดแล้วราคาก็ยังเกือบแสน) จึงเป็นอุทาหรณ์ว่า เพราะไม่ประมาณ (ควรจะประหยัด) จึงถูกด่า เพราะไม่มีเหตุผล (ควรจะโปร่งใส) จึงอธิบายไม่ได้
ต่อให้ภาพดีแค่ไหนก็เป็น “ภูมิคุ้มกัน” ให้ไม่ได้







