posttoday
ศึกช่อง 3 เดิมพันอนาคต 'กสทช.'

ศึกช่อง 3 เดิมพันอนาคต 'กสทช.'

14 กันยายน 2557

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีสำหรับการงัดข้อกันระหว่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย, เจษฎา จี้สละ

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีสำหรับการงัดข้อกันระหว่างคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กับ สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ภายหลังคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการใน กสทช.มีมติห้ามโครงข่ายทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวีนำสัญญาณภาพและเสียงของช่อง 3 อะนาล็อก หรือช่อง 3 ต้นตำรับที่ทุกคนรู้จักดีไปออกอากาศ โดยให้เวลาดำเนินการภายใน 15 วัน

มติของ กสท.ที่ออกมานับว่าสร้างความสั่นสะเทือนให้กับประเทศไทยพอสมควร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่ามติดังกล่าวกำลังสร้างผลกระทบต่อ เม็ดเงินในธุรกิจของช่อง 3 อยู่พอสมควร ประกอบกับ ช่อง 3 คือ หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลวงการสื่อสารมวลชน

การห้ำหั่นกันระหว่างภาครัฐอย่าง กสทช.กับกลุ่มทุนอย่างช่อง 3 จึงมีนัยสำคัญเป็นอย่างมาก

“สุภิญญา กลางณรงค์” กรรมการ กสท.และ กสทช.ถึงขั้นบอกกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า “ครั้งนี้มีเดิมพันสูง”

สุภิญญา บอกถึงขั้นตอนหลังจาก กสท.มีมติเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ว่า หลังจาก กสท.ได้มีมติไปแล้ว ได้มีการเชิญผู้ประกอบการเคเบิลทีวีมาพูดคุย ซึ่งทางสำนักงานเลขาธิการ กสทช.จะทำหนังสือออกไป ก็คงต้องรอดูว่าทางผู้ประกอบการเข้ารับหนังสือวันไหน โดยเมื่อผู้ประกอบการรับหนังสือแล้วจะเริ่มนับหนึ่งในการปฏิบัติตามมติของ กสท.

สุภิญญา ยอมรับว่า หนักใจกับกรณีที่เกิดขึ้นเช่นกัน แต่ก็เป็นสิ่งที่ได้คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์ลักษณะนี้ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากทีวีอะนาล็อกมาเป็นทีวีดิจิทัล เพราะการเปลี่ยนโครงสร้างสื่อเป็นศึกที่มีการต่อสู้กันทางความคิดมาอย่างยาวนานระหว่างกลุ่มธุรกิจกึ่งผูกขาดกับภาคประชาชน

ศึกช่อง 3 เดิมพันอนาคต 'กสทช.'

 

“เจตนารมณ์ของการมีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ก็เพื่อทำหน้าที่ปฏิรูปโครงสร้างวิทยุโทรทัศน์ ที่มีลักษณะกึ่งผูกขาดผ่านระบบสัมปทานให้เป็นระบบแข่งขัน ระบบใบอนุญาต เอารายใหม่เข้าสู่ตลาด ซึ่งจริงๆ ช่อง 3 อยู่ในระบบสัมปทาน ได้สิทธินี้มาตลอด 40 ปี ดังนั้นคนที่บอกว่าทำไมไปเร่งรัดแต่ช่อง 3 ต้องอย่าลืมว่าตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้บอกว่าระบบนี้ต้องถูกปฏิรูป เพียงแต่องค์กรอิสระยังไม่เกิด จนกระทั่งมาเกิด กสทช.เมื่อ 3 ปีที่แล้ว”

สุภิญญา บอกอีกว่า เดิมทีเมื่อมี กสทช.ใหม่ๆ ก็มีความคิดในการยึดคลื่นเอากลับคืนมาทั้งหมดเพื่อเปลี่ยนจากระบบกึ่งผูกขาดในกิจการโทรทัศน์ในเป็นระบบสัมปทานมาเป็นระบบใบอนุญาตที่นำไปสู่การแข่งขัน และเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของการต่อสัญญาสัมปทาน ซึ่ง กสทช.มีอำนาจจะทำได้แต่ก็ไม่ทำ

“จากประวัติศาสตร์ของโทรทัศน์ไทยจะเห็นได้ว่ามีเพียง 6 ช่องมานานมากแล้ว โดยไม่ได้ถูกท้าทายเลย คลื่นความถี่ก็เอาคืนยากต้องรอให้สัมปทานหมด แล้วสัมปทานก็ต่อกันมาหลายรอบ กสทช.เข้ามาจริงๆ งานแรกที่ควรต้องทำ คือ การตรวจสอบสัมปทานเหล่านี้ว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ดีไม่ดีถ้าแบบสุดขั้วเลยก็เราต้องยึดคลื่นความถี่คืนเลยแล้วจัดสรรกันใหม่”

“พี่เข้ามาทำงานสองเดือนแรกก็เสนอให้ยุติคลื่นวิทยุ 1 ปณ.ที่เป็นของ กสทช.ให้กับเอกชนเช่าเพื่อนำมาจัดสรรใหม่ แต่ไม่สำเร็จ มันต้องใช้เจตจำนงของ กสทช.ที่ต้องเห็นตรงกันด้วย เขาบอกว่าการไปยึดของที่เขาทำอยู่แล้วมันยากมาก เดี๋ยวเราค่อยๆ ทำไป ดังนั้นการเดินชนตรงๆ มันยากมาก เรียกว่าเดินชนกำแพง ไปยึดคลื่นคืนจากทหาร ไปยึดคลื่นคืนจากสัมปทานคนที่เขาทำอยู่แล้วแบบเอามาตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญนั้น เราพยายามทำแล้วแต่ทำยาก เพราะคนอื่นอาจไม่เอาด้วย”

สุภิญญา อธิบายถึงความสำคัญของทีวีดิจิทัลที่มีมากกว่าทีวีระบบใหม่ว่า เวลานี้ทีวีดิจิทัลเหมือนกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ วางรางรถไฟกันใหม่ทั่วประเทศ แต่เป็นรางรถไฟแบบดิจิทัล ไม่ใช่รางรถไฟอะนาล็อกที่ดับบ้างไม่ดับบ้าง พร่าๆ มัวๆ ซึ่งเราจะไปลงทุนอะนาล็อกมันก็ไม่ได้แล้ว ที่ผ่านมาอะนาล็อกมันไม่ชัดไม่ทั่วถึง คนจึงไปติดดาวเทียมกันมาก ซึ่งดาวเทียมก็เป็นของเอกชนผูกขาด กสทช.ต้องการสร้างสนามแข่งขันใหม่เพื่อให้มีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมจะเกิดประโยชน์กับผู้บริโภค

“นี่คือหัวใจสำคัญที่อยู่ในกฎหมาย ซึ่งเราก็สามารถกำหนดมาตรการอะไรต่างๆ ได้ แต่เราก็รู้ว่าไม่ควรทำแรงเกินไป ทีนี้สิ่งที่เราทำนั้นถามว่ามันแรงเกินไปหรือไม่ เราก็ประกาศเป็นนโยบายระดับชาติแล้วว่าจะเปลี่ยนผ่านเป็นดิจิทัล ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติรับรองอย่างเป็นทางการ เราก็วางโรดแมปชัดเจน มีแผนแม่บท ทุกคนรู้หมดช่อง 3 ก็รู้ ใครก็รู้ เราก็เดินตามแผนแม่บทมาตลอด มีประกาศต่างๆ ทยอยออกมาตลอด สุดท้ายเราก็มีการประมูลเมื่อปลายปีที่แล้ว”

สุภิญญา รับว่า เดิมทีคิดว่าการเปลี่ยนผ่านจากทีวีอะนาล็อกมาเป็นทีวีดิจิทัลน่าจะราบรื่น หลังจากมีผู้สนใจเข้ามาประมูลเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่อง 3 ได้ทุ่มเม็ดเงินประมูลไปถึง 3 ช่องในราคาที่สูง และมีการโปรโมทมากมาย เช่นเดียวกับช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง 9 ช่อง 11 และไทยพีบีเอส ได้ดำเนินการออกอากาศแบบคู่ขนานทั้งระบบดิจิทัลและระบบเดิมภายใต้กติกาที่ กสทช.กำหนด แต่มาเกิดปัญหาตรงที่ช่อง 3 ซึ่งจะมีผลต่อการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในอนาคต

“ตอนนี้มันกลายเป็นการวัดใจกันว่าอาจเป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนผ่านจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะบีบให้คนต้องเลือกว่าถ้าคนอยากดูช่อง 3 ก็ต้องเปลี่ยนกล่องเนื่องจากในทีวีดิจิทัลที่ กสทช.กำลังจะแจกคูปองมันไม่มีช่อง 3 อะนาล็อกอยู่ ดังนั้นประชาชนที่จะดูทีวีดิจิทัลก็คิดหนักเพราะเขาจะไม่ได้ดูช่อง 3 บางทีอยากดูช่องอื่น แต่พอถึงช่วงเวลาละครเขาก็อยากดูช่อง 3 แต่ชีวิตเขาจะลำบากมาก”

สำหรับนัยของการยืนอยู่คนละฝั่งของช่อง 3 และ กสทช.นั้นในที่นี้ สุภิญญาคิดว่า “เป็นการวัดใจ กสทช.ด้วยว่าจะไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ซึ่งใน กสทช.เองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ มีคนที่เห็นว่าต้องเข้มกับคนที่เห็นว่าต้องอ่อน ส่วนตัวอยู่ฝ่ายเข้มเพราะว่าเป็นจุดยืนตัวเองมาตลอด อันนี้คือสิ่งที่คิดว่าเป็นการเดิมพันนะ”

“ถ้า กสทช.อ่อนข้อในครั้งนี้ เราจะเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นระบบใบอนุญาตเพื่อส่งเสริมรายใหม่เข้าสู่ตลาด และให้เกิดการแข่งขันเป็นธรรมอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก คิดว่า กสทช.ต้องยืนหลักของเราให้แน่น และถ้าจะต่อสู้กันก็ขอให้ไปที่ศาลยุติธรรม แต่อย่าไปเอาองค์รัฏฐาธิปัตย์หรืออำนาจพิเศษเข้ามาด้วย เช่น การไปอ้างประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะทำให้เกิดปัญหามาก ยังดีที่ คสช.บอกว่าตัวเองไม่เกี่ยว”

หากครั้งนี้ช่อง 3 ชนะหรือ กสทช.ชนะจะมีผลอย่างไร? สุภิญญาตอบด้วยการให้มุมมองว่า “ถ้าช่อง 3 ชนะในเกมนี้จะเป็นการยืดระยะเวลาระบบเดิมให้แข็งแกร่งมากขึ้น แต่ถ้า กสทช.ก็เท่ากับว่าได้เกิดการเปลี่ยนผ่านและปฏิรูปโครงสร้างสื่อที่ออกแบบมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 ได้สำเร็จไปอีกขั้นหนึ่ง นั่นหมายความว่าดึงช่อง 3 เข้าสู่สนามแข่งขันใหม่เพื่อเริ่มต้นแข่งขันอย่างเสรีเป็นธรรมกับผู้เล่นรายอื่น

“ถ้าจะแตกหักกันในเกมนี้ เช่น การไม่ยอม กสทช.เลย จะสู้ทุกทาง ไปถึงศาล ซึ่งก็เป็นสิทธิของเขา แต่จะไม่ได้ยืนชนกับ กสทช.เท่านั้น แต่จะยืนชนกับทั้งอุตสาหกรรม เราต้องอย่าลืมว่าคนอื่นเขาทำตามกติกากันหมดแล้วแม้แต่ช่อง 7 ที่คิดว่าจะยากกว่านี้เพราะเป็นสัมปทานของกองทัพบกหรือ ททบ.5 ที่ไม่น่าจะอยากเปลี่ยนผ่าน หรือแม้แต่ อสมท ที่ทำท่าจะค้านเราก่อนหน้านี้ ทั้งอุตสาหกรรมมันตื่นตัวหมดแล้ว ซื้อตัวย้ายงานกันอะไรกันอุตลุดหมดแล้ว อุตสาหกรรมเดินไปข้างหน้าแล้ว โครงข่ายก็ลงทุนไปแล้ว มันต้องเดินหน้า”

“ระหว่าง กสทช.กับช่อง 3 เป็นแค่ศึก แต่มันยังมีภาพรวม คือ สงครามในยุคดิจิทัล ในการแข่งขันที่มีเทคโนโลยีและมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนเดิม วิธีการเสพสื่อของคนเปลี่ยนแปลงมากขึ้น การเข้าถึงสื่อก็เปลี่ยนแปลงไปและอย่าประมาทคนดู กสทช.กับช่อง 3 เป็นแค่ศึกหนึ่งแต่ก็เป็นศึกใหญ่จะเดิมพันอนาคต”

“เราไม่ได้ยกเลิกระบบอะนาล็อก ถ้าเมื่อไหร่เราบอกว่ายกเลิกอะนาล็อกนั่นสิเราโหด อะนาล็อกยังอยู่ไปในตลอดสัมปทาน ถ้าฮาร์ดคอร์จริงคงดำเนินการยึดคลื่นเลย แต่ไม่ทำเพราะเป็นจริงไม่ได้ ทำได้ยาก ซึ่งถ้ากรณีนี้ กสทช.ยังทำไม่ได้อีก กสทช.ก็จะเป็นได้แค่องค์กรกำกับดูเรื่องงานประจำไป ทั้งๆ ที่ กสทช.ไม่ได้ถูกออกแบบมาทำงานแค่นั้น”

สุภิญญาย้ำถึงการทำหน้าที่ของ กสทช. ในบริบทการจัดโครงสร้างสื่อโทรทัศน์ว่า เรามีหน้าที่มาวางกติกาให้เกิดการแข่งขันเสรีและเป็นธรรม ถ้าทุกคนยังไม่อยู่ในสนามเดียวกันมันจะเป็นธรรมได้อย่างไร ในทั่วโลกสากลก็มีหลักตรงนี้ที่ให้ผู้กำหนดกำกับกติกาแทรกแซงตลาดได้ระดับหนึ่งที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมและเสมอภาคกัน

“กสทช.ต้องแฟร์กับทุกฝ่าย ถ้าเราเลือกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราฉะนั้นโจทย์เรื่องช่อง 3 จึงคิดว่าเอาให้ทุกคนมาอยู่ในสนามเล่นเดียวกัน จบที่ทางออกที่ดีที่สุดแล้วนะ เพราะเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเบียดขับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมามันก็ไม่แฟร์ ต้องให้มาอยู่ด้วยกันแล้วแข่งขันตามศักยภาพของคุณเอง”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท