posttoday
กรมศุลฯ เจอตอ ขอ คสช. หนุนแก้หนีภาษีรถหรู

กรมศุลฯ เจอตอ ขอ คสช. หนุนแก้หนีภาษีรถหรู

14 กันยายน 2557

ตัวเลขรถหรูซูเปอร์คาร์ที่หายไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากรของกรมศุลกากรมากกว่า 500 คัน

โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์

ตัวเลขรถหรูซูเปอร์คาร์ที่หายไปจากคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากรของกรมศุลกากรมากกว่า 500 คัน กลายเป็นประเด็นร้อนสะเทือนเก้าอี้อธิบดีกรมศุลกากรของ สมชัย สัจจพงษ์ ไม่น้อย

การสาวไส้กระบวนการหนีภาษีรถหรูที่สร้างความเสียหายต่อชาตินับพันล้านบาทต่อปี ไม่ว่าจะมีเบื้องหลังอย่างไร แต่อธิบดีกรมศุลกากรที่เพิ่งมาดำรงตำแหน่งเพียง 23 เดือน ยืนยันว่ารถหายในช่วงที่มารับตำแหน่งเพียง 40 คัน อีกร่วม 500 คันที่หายไปนั้นเป็นการหายสะสมมาตั้งแต่ปี 2551

สมชัย ระบุว่า รถยนต์ที่หายไปนั้นมีหลายสาเหตุ เช่น ผู้นำเข้าแจ้งว่าจะนำรถยนต์ที่นำเข้าไปเข้าคลังสินค้าทัณฑ์บน แต่ไม่ได้มีการนำรถยนต์ไปเข้าจริง ทางผู้นำเข้าขอนำรถยนต์ในคลังสินค้าทัณฑ์บนไปโชว์ในงานมหกรรมขายรถยนต์ต่างๆ แต่นำรถออกไปแล้วไม่นำกลับมาคืน และแจ้งว่ามีการนำเข้า แต่ไม่มีการนำเข้าจริง เป็นต้น

“กรมสามารถตรวจสอบได้ว่ารถที่หายไปเป็นของผู้นำเข้ารายใด ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่คนใดเข้าไปเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งจะเรียกมาสอบสวนและให้มาเสียภาษีให้ถูกต้อง ไม่เช่นนั้นจะมีโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา” สมชัย กล่าว

แหล่งข่าวจากกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เรื่องนี้จะต้องมีเจ้าหน้าที่ของกรมรู้เห็นเป็นใจกับผู้นำเข้า เพราะการให้นำรถออกไปต้องมีการวางแบงก์การันตีเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เพื่อเป็นหลักประกันว่า หากผู้นำเข้าที่อ้างว่านำรถออกไปโชว์หรือไปซ่อม ไม่นำรถกลับมาไว้ในคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร ก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลเสียหาย เพราะกรมศุลกากรก็ยึดแบงก์การันตีได้ทันที

แต่ทว่ารถที่หายไปทั้งหมดไม่มีการวางแบงก์การันตีไว้เลย แสดงให้เห็นว่าผู้ที่นำเข้ารถยนต์หรูมีอำนาจบารมีใหญ่คับกรมศุลกากร ที่ขนรถออกไปโดยเจ้าหน้าที่ไม่กล้าเรียกเงินค้ำประกัน

“ในแวดวงตลาดรถเกรย์มาร์เก็ตรู้กันดีว่าผู้นำเข้ารถหรูรายใหญ่มีอยู่เพียง 3-4 เจ้าเท่านั้น เป็นลูกนักการเมืองใหญ่ของรัฐบาลชุดที่แล้ว และเป็นของกลุ่มนายทหารตำแหน่งใหญ่ ทำให้ข้าราชการกรมศุลกากรบางคนกล้าเสี่ยงรับสินบนปล่อยรถออกไป เพราะคิดว่าไม่มีใครเอาผิดได้

ขณะที่รถหรูที่ถูกลักลอบนำออกไป ผู้ที่ซื้อก็ล้วนไม่ธรรมดา มีทั้งลูกนักการเมือง นักธุรกิจชื่อดังทั้งใน กทม. และเศรษฐีภูธร ซึ่งล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลแทบทั้งสิ้น การซื้อรถหรูหราราคาแพงได้ในราคาที่ถูกกว่าตัวแทนจำหน่ายที่นำเข้าถูกตั้งครึ่งต่อครึ่ง คนซื้อย่อมรู้ดีว่าเป็นของร้อน จะนำออกมาวิ่งบนท้องถนนก็ต้องวิ่งกลางคืน หรือใช้ทะเบียนปลอม เพราะเป็นรถที่ยังไม่ได้เสียภาษีก็ไม่สามารถจดทะเบียนรถยนต์ได้

แต่จะเหมาว่าผู้ซื้อรู้ว่ารถหรูที่ซื้อมานั้นเป็นรถที่ไม่ได้เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมดก็คงไม่ได้ เพราะทางผู้ขายเองก็มีการเล่นกลทำให้รถที่ผิดกฎหมายกลายเป็นรถที่ตรวจสอบยากว่ารถคันนี้ถูกกฎหมายหรือไม่

วิธีการฟอกรถ คือ การนำรถที่หนีภาษีมาลบเลขตัวถังออก และตอกเลขตัวถังใหม่ เป็นเลขตัวถังรถยนต์ของรถยนต์ที่จดทะเบียนอยู่แล้ว ซึ่งจะต้องเป็นรถรุ่นและสีเดียวกัน จากนั้นก็ไปแจ้งความทะเบียนรถยนต์หาย และออกทะเบียนรถยนต์ใหม่ เท่ากับมีรถยนต์ 2 คันที่ใช้ทะเบียนซ้อนกัน และนำไปขายคนละจังหวัด โอกาสที่รถทั้งสองคันจะมาเจอกันมีน้อยมาก หากถูกตำรวจเรียกตรวจ ตำรวจเองก็ไม่รู้ว่ามีรถ 2 คันสวมทะเบียนเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังมีวิธีหากรถยนต์เก่า หรือเกิดอุบัติเหตุจนไม่ต้องการซ่อมมาใช้ก็เก็บเลขตัวถังรถยนต์ของรถเก่าไว้มาตอกใส่รถใหม่ ก็จะกลายเป็นรถที่ถูกต้อง

“ผู้นำเข้ารถเกรย์มาร์เก็ตนั้น ใช้วิธีการนำรถยนต์เข้ามาก่อนแล้วขอยืมรถนำไปโชว์ เมื่อขายได้จึงเสียภาษี ถ้ายังขายไม่ได้ก็เก็บไว้ในคลังสินค้าของกรมศุลฯ ไปก่อน ซึ่งผิดหลักการที่เมื่อนำเข้ามาก็ต้องเสียภาษีทันที นี่ไม่เสียภาษีแล้วยังขโมยรถออกไปอีกด้วย” แหล่งข่าวเปิดเผย

นายสมชัย ระบุว่า กรมศุลกากรไล่เก็บภาษีกับผู้ที่ครอบครองรถ หากหารถไม่เจอ ก็จะเอาผิดกับบริษัทเกรย์มาร์เก็ตที่นำรถหรูเข้ามาและหายไป เป็นผู้รับผิดชอบเสียภาษี หากไม่ดำเนินการให้ถูกต้องกรมศุลกากรจะฟ้องร้องเอาผิดทางกฎหมาย รวมถึงดำเนินการเอาผิดคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร และเจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรที่เข้าไปเกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะจากการตรวจสอบทางลับพบว่า การขอนำรถหรูออกไปแสดงโชว์หรือนำไปซ่อมปรับปรุง ผู้นำออกไปจากต้องวางแบงก์การันตีเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียให้กับกรมศุลกากรทั้งหมด แต่ปรากฏว่ารถที่หายไปส่วนใหญ่ไม่มีการวางแบงก์การันตี มีเพียงส่วนน้อยที่วางเช็คบุคคลการันตีค่าภาษีไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ ถือเป็นความผิดของเจ้าหน้าที่โดยตรง

ใโดยขอเทจจรงโดยข้อเท็จจริงกรมศุลกากรไม่มีทางที่จะไม่รู้ว่าบริษัทเกรย์มาร์เก็ตที่นำเข้ารถหรูและลักลอบนำรถออกมาว่าเป็นใคร คนในวงการรถหรูก็รู้กันบริษัทแห่งไหนเป็นบริษัทของใคร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ก็รู้ว่าคนที่มีสีคนไหนที่ทำเรื่องนี้

เคยมีตัวอย่างเมื่อ 3-4 ปีก่อน ผู้นำเข้าลักลอบนำรถหรูออกไปจากกรมศุลกากร และนำไปขายโดยหลอกลูกค้าว่ารถคันนี้เสียภาษีถูกต้องแล้ว โดยมีกรณีหนึ่งกรมศุลกากรไล่ตามจับรถหรูที่ถูกลักลอบออกไปได้ 1 คัน ปรากฏว่าเป็นของผู้มีอิทธิพลย่านนครปฐม แต่เจ้าตัวยืนยันกับกรมศุลกากรว่าผู้ขายซึ่งเป็นลูกผู้มีอิทธิพลเช่นกันเสียภาษีให้แล้ว แต่ภายหลังทราบความจริงยังไม่ได้เสีย ทำให้ลูกผู้มีอิทธิพลดังกล่าวไปเอาเรื่องกับผู้ขายจนกลัว และไปดำเนินการเสียภาษีให้จนเป็นรถที่ถูกต้อง

สมชัย กล่าวว่า ตอนนี้มีบริษัทเกรย์มาร์เก็ตพยายามวิ่งเต้นให้กรมศุลกากรหยุดดำเนินการตามเก็บภาษีรถหรูที่หายออกไป ซึ่งทางกรมศุลกากรยืนยันว่าผู้ประกอบการไม่สามารถวิ่งเต้นได้ เพราะได้รับนโยบายจาก คสช.ให้แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในกรมศุลกากรที่สะสมมาเป็นเวลานาน

สำหรับมาตรการป้องกันรถหรูหายเหมือนกรณีดังกล่าว ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้มงวดกับการขอนำรถออกไปจากสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร เพื่อแสดงโชว์หรือซ่อมแซม จะต้องมีแบงก์การันตีวางค้ำประกันเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสีย หากไม่ทำตามเงื่อนไขจะไม่อนุญาตให้นำรถออกโดยเด็ดขาด

หากดูกันตามเนื้อผ้าตอนนี้ กรมศุลกากรมีข้อมูลหมดแล้วว่าบริษัทอะไรนำเข้ารถหรูและลักหายล่องหนไป และตอนนี้รถอยู่ในมือใครบ้าง แต่คนหนุนหลังผู้นำเข้าและคนที่ครอบครองรถอยู่ในขณะนี้ ใหญ่เสียจนกรมศุลกากรต้องตั้งหลัก เพราะใหญ่ยิ่งกว่าเส้นกวยจั๊บ

เมื่อเป็นนโยบายของ คสช. หรือรัฐบาลในการปราบปรามคอร์รัปชั่น เมื่อรู้ว่าเกินกำลังของหน่วยงานราชการที่จะแก้ไข คสช.ควรเข้ามาช่วยหนุนหลังกรมศุลกากร และออกหน้าลุยพวกที่โกงภาษีจัดการให้ผู้มีอิทธิพลกลุ่มนี้เลิกเอาเปรียบสังคมเสียภาษีให้ถูกต้อง

หากจะแก้ความเหลื่อมล้ำ ไม่ให้คนนำเอาเรื่องชนชั้นมาปลุกปั่นให้บ้านเมืองวุ่นวาย คสช.ควรจริงใจที่จะแก้ไขปัญหานี้

เป็นข่าวใหญ่สั่นสะเทือนวงการรถยนต์เมืองไทย กรณี นายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ ประธานกรรมการ และผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท เอส. อี. ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระ (เกรย์ มาร์เก็ต) รายใหญ่ หนีออกนอกประเทศ หลังจากมีพฤติกรรมหลอกลวงบรรดานักเล่นรถ ผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน รวมทั้งนักการเมือง คิดเป็นวงเงิน 3,000 กว่าล้านบาท

คดีนี้ไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงอย่างไร คงต้องมารอดูฝีมือตำรวจไทย จะควานหาตัวนายสมพงษ์มาลงโทษได้หรือไม่
 

ปี 2010

ศาลเลื่อนพิพากษาอดีตกก.SECC ปลอมเอกสาiราคาสั่งซื้ออุปกรณ์รถยนต์นำเข้าเยอรมนี เลี่ยงภาษีศุลกากร นัดฟังอีกครั้ง 8ธ.ค.นี้

ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3118/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายกรวิวัฒน์ วัฒนะธรรมวงศ์ หรือนายไพบูลย์ สุขสุธรรมวงศ์ อดีตกรรมการและกรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือ เอส.อี.ซี. ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ SECC เป็นจำเลย ในความผิดฐาน ร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมโดยเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 , 268 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 และ 115 จัตวา

คดีนี้อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 7 ก.ย.52 ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 20 28 ก.ค.43 บริษัทพระราม 9 เอส.อี.ซี.กรุ๊ป จำกัด ได้นำสินค้าประเภทส่วนประกอบอุปกรณ์รถยนต์และเครื่องยนต์ 2 รายการ คิดเป็นเงินไทย 3,800,344.91 บาท จากประเทศเยอรมนี เข้ามาในประเทศไทยโดยผ่านพิธีการทางศุลกากร ที่ด่านศุลกากรท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยระหว่างวันที่ 10 11 ส.ค.43 จำเลยกับบริษัทพระราม 9 เอส.อี.ซี.กรุ๊ป จำกัด , นายสมชาย ศรีพยัคฆ์ อดีตกรรมการบริษัท และนายสมพงษ์ วิทยารักษ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการ บมจ. SECC ซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมปลอมเอกสารสำเนาบัญชีราคาสินค้า ( INVOICE) เลขที่ 253/00/6/27 และ 291/00/7/28 ของบริษัท HANSEABIC HANDEL KLUGE GMBH&CO ประเทศเยอรมนีทำให้ภาษีศุลกากรขาดไป เป็นเงิน 868,755.00 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มขาดรวม 63,269.00 บาท รวมทั้งค่าธรรมเนียมภาษีอื่น 35 ,085.00 บาท ซึ่งรวมภาษีอากรขาดทั้งสิ้น 967,109.00 บาท เหตุเกิดที่ท่าอากาศยานกรุงเทพแขวงสีกัน เขตดอนเมือง กทม.

อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลา ศาลแจ้งคู่ความเลื่อนนัดพิพากษา เนื่องจากข้อเท็จจริงและเอกสารในสำนวนมีมาก การเขียนคำพิพากษาจึงยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งศาลนัดฟังคำพิพากษาต่อไปในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ เวลา 09.30 น.

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์