
แผนโลกล้อมไทยจรยุทธ์สุดท้ายแม้ว
สุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ จึงต้องทุ่มสรรพกำลังเดินหน้าโกอินเตอร์ “ตีปี๊บ” ให้เวทีโลกเข้ามาสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมบีบให้หน่วยงานสากลรับคดีดังกล่าวเข้าไปพิจารณา
สุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ จึงต้องทุ่มสรรพกำลังเดินหน้าโกอินเตอร์ “ตีปี๊บ” ให้เวทีโลกเข้ามาสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมบีบให้หน่วยงานสากลรับคดีดังกล่าวเข้าไปพิจารณา
โดย...ทีมข่าวการเมือง
"จิ๊กซอว์" ตัวสำคัญอย่าง เจจี อเลกซานเดอร์ คนูปส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมสงครามระหว่างประเทศ ที่อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดึงตัวเข้ามา “เสริมทัพ” ให้กับทีมกฎหมายระหว่างประเทศของตัวเอง
ทำให้ภาพความเคลื่อนการต่อสู้ ที่เคลื่อนไหวปั่นป่วนอยู่ภายนอกประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มปรากฏชัดมากยิ่งขึ้น ทั้งใน “ทิศทาง” และ “เป้าหมาย” ที่มุ่งหวังจะนำความสูญเสียและซากปรักหักพังที่เกิดขึ้นในประเทศช่วงที่ผ่านมา บีบให้รัฐบาลต้องตกเป็นจำเลยของโลก
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เคลื่อนไหวผ่านทนายความมือฉมังอย่าง โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ซึ่งเชี่ยวชาญด้านคดีทางการเมือง ธุรกิจ และคดีที่มีรัฐเป็นคู่ขัดแย้งและถูกกล่าวหาว่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจรัฐไม่เป็นธรรม
การได้คนูปส์ที่มีประสบการณ์ว่าความในคดีระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นยูโกสลาเวีย ซีร่า ลีวัน และรวันดา มาร่วมตรวจสอบเหตุการณ์|เสียชีวิตโดยเฉพาะ ที่วัดปทุมวนาราม ในวันสลายการชุมนุม 19 พ.ค. ยิ่งสะท้อนความพยายามจะดึงเรื่องเข้าสู่เวทีโลก
สอดรับกับถ้อยแถลงจากนายอัมสเตอร์ดัม ที่ต้องการจะให้ “คนกลาง” อย่างสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เข้ามาเป็นคนกลางเจรจา หลังจากมีการเสียเลือดเนื้อบนท้องถนนของกรุงเทพฯ มากอันเพียงพอแล้วเมื่อเดือนที่แล้ว
ไม่น่าแปลกใจกับยุทธศาสตร์ “โลกล้อมไทย” ที่หวังยืมมือ “ต่างชาติ” กดดันรัฐบาล พร้อมก้าวต่อไป ด้วยการนำความขัดแย้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิต 88 คน บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน ให้เวทีต่างชาติพิพากษา
ในเมื่อความเคลื่อนไหวภายในประเทศที่ผ่านมาล้วนล้มเหลวไม่เข้าเป้า แม้จะเปิดเกมคู่ขนาน กดดันรัฐบาลผ่านเวทีนอกสภาและในสภา แต่กลับทำได้เพียงแค่สร้างความ “ปั่นป่วน” แต่ไม่สามารถ “น็อก” รัฐบาลได้
ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นชป.) ที่ปักหลักชุมนุมใหญ่ตั้งแต่วันที่ 14 มี.ค. ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ก่อนย้ายมาเวทีแยกราชประสงค์ ทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจเปิดเจรจาทอดสะพานหาทางลงด้วยโรดแมปปรองดอง 5 ข้อ
ทว่า ทั้งแรงกดดันจากสายฮาร์ดคอร์ และเสียงค้านจากนอกประเทศที่ปิดทางลงของ “เสื้อแดง” ที่เริ่มต้นเจรจามาเกือบปิดเกมแล้วต้องกลับลำมาต่อสู้กันอีกยกหนึ่ง แม้จะทำให้|วีระ มุสิกพงศ์ นำทีมสายพิราบออกจากเวทีราชประสงค์ท่ามกลางความระส่ำระสาย
จนนำมาสู่การปิดล้อม “กระชับพื้นที่” และ “ขอพื้นที่คืน” ก่อนที่แกนนำ นปช. ตัดสินใจปิดเวทีเข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในวันที่ 19 พ.ค. เหลือทิ้งไว้แต่ความเสียหายมหาศาล ซากปรักหักพังและกองไฟที่ยังไม่ดับมอบสนิท
เมื่อพลาดในดาบแรก จึงเปิดแผนสำรอง “ปัดฝุ่น” การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เกือบจะพับเก็บโครงการไปแล้วก่อนหน้านี้ เข้ามาบรรจุเป็นวาระต่อท้ายก่อนปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณางบประมาณ 2554
หวังจะใช้เวทีสภานำเสนอภาพ “มือเปื้อนเลือด” ของรัฐบาลขยายแผลจากเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. ที่ฝ่ายค้านขนคลิปเข้ามาเตรียมประจานรัฐบาลเต็มที่ พ่วงด้วยประเด็นทุจริตในหลายโครงการ แต่ผลลัพธ์สุดท้ายยังทำได้เพียงแค่ถากๆ ไม่เปรี้ยงปร้างสะเทือนเก้าอี้รัฐมนตรี
อีกด้านการจะหวังให้กลไกภายในประเทศเข้ามาตรวจสอบ และเอาผิดนายกฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความสูญเสียที่ผ่านมา มองแล้วยังเป็นเรื่องยากกับคณะกรรมการที่รัฐบาลเป็นผู้ตั้งขึ้นมาเอง ยิ่งในวันที่รัฐบาลยังมีอำนาจอยู่ในมือ
สุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ จึงต้องทุ่มสรรพกำลังเดินหน้าโกอินเตอร์ “ตีปี๊บ” ให้เวทีโลกเข้ามาสนใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมบีบให้หน่วยงานสากลรับคดีดังกล่าวเข้าไปพิจารณาบีบรัฐบาล แม้จะมีหลายฝ่ายออกมาตีกันไว้แต่ต้นว่า เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนแต่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่การชุมนุมที่พยายามกดดันให้เจ้าหน้าที่เข้ามาจัดการจนเกิดความรุนแรง เพื่อนำไปเป็น “เชื้อ” ไว้ขยายผล
สอดรับกับท่าทีของ “เสื้อแดง” ในช่วงหลังที่พยายามเรียกร้องให้ยูเอ็นเข้ามาตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายในขั้นตอนกระบวนการและวิธีปฏิบัติ ทว่า ไม่ต่างกับ “รัฐบาล” ที่ไม่ยอมเพลี่ยงพล้ำในเวทีต่างชาติ จนต้องงัดมาตรการทำความเข้าใจกับต่างชาติเป็นระยะ ล่าสุดกับการเปิดศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นำอาวุธของกลางที่ยึดจากกลุ่มผู้ชุมนุมมาชี้แจงต่อทูตานุทูต อธิบายถึงข้อเท็จจริงในวันสลายการชุมนุม
ทว่า ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนยูเอ็นออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า รัฐบาลไทยต้องรับรองว่าจะมีการสอบสวนอย่างอิสระต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหาตัวผู้รับผิดชอบทั้งหมดต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
อีกด้านหนึ่งรัฐบาลยังเดินเกมจำกัดความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะกำชับผ่านไปยังสถานทูตหลายประเทศเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้เป็นพื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง ตามมาด้วยมาตรการขั้นรุนแรงกับการอนุมัติหมายจับในฐานะผู้ก่อการร้าย
พร้อมกันนี้รัฐบาลยังเตรียมดึง “แผลเก่า” ตั้งคณะทำงานขึ้นมาสานต่อคดีฆ่าตัดตอนจากคณะกรรมการตรวจสอบกรณีฆ่าตัดตอนสมัยสงครามปราบปรามยาเสพติดในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ 3 เดือน มีคนถูกฆ่าไปถึง 2,800 คน
แถมยังมีความคิดที่จะโต้กลับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยการนำคดีฆ่าตัดตอนนี้ส่งไปยังตำรวจสากล องค์กรสากล เข้ามาช่วยเหลือตรวจสอบ ซึ่งอาจจะทำให้ “เครดิต” ในเวทีโลกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องหมดลงไป ส่งผลต่อความเคลื่อนไหวที่พยายามจะเดินหน้าในช่วงนี้
จากนี้ไปจึงเป็นห้วงเวลาที่การต่อสู้ภายนอกประเทศกำลังเปิดฉากขึ้นกับยุทธศาสตร์ “โลกล้อมประเทศ” ที่หากรัฐบาลพลาดพลั้งนอกจากจะเสียหายต่อรัฐบาลแล้วยังอาจสะเทือนถึงอธิปไตยภายในประเทศอย่างไม่รู้ตัว







