
อันที่จริง
เมื่อวานนี้ท่านผู้อ่านจำนวนหนึ่งก็คงจะได้สดับตรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
เมื่อวานนี้ท่านผู้อ่านจำนวนหนึ่งก็คงจะได้สดับตรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว ซึ่งท่านก็คงจะมีความคิดเห็นไปต่างๆ นานา อันนั้นก็ว่ากันไป แต่สิ่งที่จะพูดถึงในวันนี้ วันที่ผู้คนจำนวนมากก็คงจะตั้งความหวังกับการทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือรัฐบาล หรือจะพูดให้ถูก-ตรง ก็น่าจะเป็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กันอยู่ค่อนข้างสูง
การทำงานให้ต้องตรงใจประชาชน กับการทำงานให้เหมาะให้ควรนั้นอาจจะเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งถ้าเป็นเรื่องเดียวกันได้ก็จะดี แต่หากไม่สามารถจะเป็นเรื่องเดียวกันได้ ก็คงจะต้องเลือกความเหมาะควร จะไปตามใจกันเสียทุกอย่าง ให้ทุกคนได้ดังใจในทุกสิ่ง คงจะเป็นไปไม่ได้
เหลียวหลังมองหน้า นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นมา การรักษาความสงบของบ้านเมืองควรจะได้มีการแยกออกจากการบริหารด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และยิ่งฝ่ายตุลาการต้องแยกจากกัน เราคงจะไม่ไปถกกันถึงการที่จะต้องมีลักษณะของการควบคุมกันแบบเผด็จการอยู่ เพราะเมื่อปฏิวัติรัฐประหาร ก็คือการหักเอาอำนาจอธิปไตยไปไว้ในมือผู้ก่อการ ก็คงจะต้องมีการควบคุมในระดับที่จะสยบแรงกระเพื่อมได้ แม้ไม่ทั้งหมด แต่ก็ต้องระดับสูงเลยทีเดียว
หากควบคุมในระดับการรักษาความสงบไว้ในมือ คสช.แล้ว ระดับการบริหารด้านต่างๆ ก็จะสามารถปล่อยให้เป็นกลไกภายใต้การกำกับ ดูแล ไปจนถึงขั้นควบคุมหากจำเป็นได้ ซึ่งถ้าพิจารณาย้อนรอยกันไปดู เมื่อตอนที่มีการประกาศกฎอัยการศึก จนกระทั่งการยึดอำนาจนั้น บ้านเมืองยังมี สว.อยู่ ซึ่งหากเมื่อเข้าสู่ภาวะที่มี คสช.แล้ว การจัดให้ สว.กลายเป็น สนช.จะเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการจะเดินไปเพื่อให้สอดประสานกับภาวะปกติของบ้านเมืองได้มากกว่า
การที่จะเป็นตัวอย่างให้แก่รัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎรในยามปกติ ก็ให้ สว.ที่กลายเป็น สนช.นั้นนำเสนอชื่อบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกตำแหน่ง แล้วอภิปรายกัน เลือกแต่ละตำแหน่งนั้นโดยเสียงข้างมากของ สว.ที่เป็น สนช.นั้น เมื่อได้ ครม.ก็ไปทำหน้าที่ในฝ่ายบริหาร กลไกทั้งหลายหากเดินไปตามกรอบการรักษาความสงบของ คสช.ก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว หากเริ่มมีเค้าลางจะมีปัญหา ก็เข้าไปกำกับ ดูแล หรือควบคุม โดยกลไกในลักษณะของมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้
เมื่อมาถึงสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กลไกการยึดโยงกับภาคประชาชนก็สามารถที่จะกำหนดได้ โดยให้ประชาชนเขาเลือกกันเองสัก 2-3 รอบ จนกระทั่งได้สมาชิกมาตามจำนวนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องมีการตัดตอนโดย คสช.อีก ก็น่าจะทำให้ลงตัว เป็นตัวอย่างสืบต่อไปได้







