
รัฐขอบคุณสนช.พร้อมรับคำแนะนำปรับปรุงการทำงาน
"ปรีดิยาธร" ขอบคุณคำแนะนำแถลงนโยบาย พร้อมรับคำติชม ไปปรับปรุงการทำงาน ปั้น เศรษฐกิจดิจิตอล พื้นฐานเติบโตอนาคต
"ปรีดิยาธร" ขอบคุณคำแนะนำแถลงนโยบาย พร้อมรับคำติชมไปปรับปรุงการทำงาน ปั้น เศรษฐกิจดิจิตอล พื้นฐานเติบโตอนาคต
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาวาระการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ภายหลังจากที่ สนช.อภิปรายครบทั้งสิ้น 31 คนจากนั้น รองนายกฯและรัฐมนตรีจึงได้ลุกขึ้นชี้แจงเร่ิมจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ต้องขอขอบคุณคำติชม คำแนะนำ และการร่วมมือในการพิจารณาตลอด 8ชั่วโมง ที่สำคัญของปฏิบัติหน้าที่นับจากนี้ ขอให้ติชมได้ตลอดเวลาเพื่อรัฐบาลจะได้นำไปปรับปรุงการทำงานดีขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับ การดูแลราคาสินค้าการเกษตรนั้น จะทำเร็วๆ นี้กับพืช 2-3 อย่าง ซึ่งจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้น ส่วนเรื่องการส่งออกแม้ เศรษฐกิจไทยปัจจุบันพึ่งการส่งออกมากไปแต่ก็จะไม่หยุดส่งออก แต่จะพยายามผลักดันเศรษฐกิจในประเทศ ให้มีกระจายรายได้ที่ดีรวมไปถึง การปฏิรูปภาษี ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์โลก หรือ สอดรับกับประชาคมอาเซียน ซึ่งที่แถลงเป็นนโยบายชัดเจนคือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดา ไม่เพิ่มแต่จะไปเพิ่มธุรกิจการค้า และ ภาษีทรัพย์สมบัติ ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน และภาษีอีกหลายอย่าง ซึ่งประเทศอื่นเก็บมากแล้วไทยยังเก็บน้อยอยู่
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เรื่องสำคัญคือการจะจะผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจ ดิจิตอลจริงๆ ไม่ใช่แค่ซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์เท่านั้นแต่หมายถึงโครงดิจิตอลทั้งหมด และเป็นพื้นฐานการเติบโตทั้งบริการการเงิน และอุตสาหกรรมสร้างสรรอื่นๆ ทั้งหมด อย่างบอร์ดแบนด์ก็จะทำเป็นเนชั่นนอลบอร์ดแบนด์ที่มีต้นทุนถูก
นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า สำหรับงบประมาณวิจัยพัฒนาต่ำกว่าประเทศอื่น และต้องการให้เป็นสัดส่วน 1% จากรายได้ประชาชาติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่เพียง 0.3 % นั้น เป็นความตั้งใจที่จะทำแต่จะเห็นว่าคงไม่สามารถขยับแบบก้าวกระโดดได้ ขณะที่การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาทำไม่สำเร็จนั้น อาจเป็นเพราะเน้นมาจากด้านบนมากเกินไป จากนี้จะได้เน้นเรื่องการพัฒนาจากฐานรากมากขึ้น
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า จะรับข้อเสนอไปพิจารณาทั้งเรื่องการเชื่อมโยงกับกระทรวงศึกษา ให้เด็กเยาวชนมีความรู้ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒธรรม มีโครงการนำนักเรียนทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ หรือ โบราณสถาน รวมทั้งข้อเสนอจัดศูนย์ศิลปวัฒนธรรมอาเซียน เพื่อเรียนรู้เพื่อนบ้าน รวมทั้งการตั้งกองทุนวัฒนธรรม ซึ่งมีโอกาสเกิดไม่ยากหากร่วมมือกับเอกชน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับนโยบาย ปกป้องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ นั้นเพราะปัจจุบันมีสถานกาณ์หลายอย่างที่ทำให้สถาบันถูกกล่าวหาแบบไม่รู้ข้อเท็จจริง และไม่ให้ความเป็นธรรมต่อสถาบัน โดยสถาบันไม่อาจปกป้องตัวเองได้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและประชาชนทุกฝ่าย ซึ่งไม่ได้หมายความเพียงแค่จับกุมคุมขังดำเนินคดีอย่างเดียวแต่ยังมีมาตรการสังคมจิตวิทยา การสื่อสารพร้อมนำเอาเทคโนโลยีมาใช้
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของข้อเสนอเรื่องการส่งเสริมวัฒนธรรมนั้น วัฒนธรรมไม่ได้ถือเป็นเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นต้นทางพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลได้แบ่งโครงสร้างกำกับดูแลใหม่และจะนำเข้าครม.พิจารณาในวันอังคารหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกมอบให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ รับเอากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม ไปดูแลเชื่อมโยงเป็นกลุ่มเดียวกัน จากนี้ เวลาเดินสายไปต่างประเทศจะคุยเรื่องวัฒนธรรม ท่องเที่ยว กีฬา ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มการศึกษาต่อไป ถือเป็นการจัดที่ใหม่
นายวิษณุ กล่าวว่า สำหรับเรื่องประวัติศาสตร์ และ ภาษาไทย ภาษาถิ่น รัฐส่งเสริมอุดหนุน ให้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะก่อนจะจัดทำแผนเรื่อง อาเซียน ต้องเรียนภาษาอังกฤษ เรากลัวว่าจะรู้เรื่องคนอื่นหมดแต่ลืมเรื่องประเทศไทย หรือประเทศอาเซียนทั้ง 9 ประเทศรู้เรื่องไทยดีกว่าคนไทยเพราะเขาทำอะไรทำจริง ดังนั้นเราต้องทำ และรู้เรา ค่อยแล้วรู้เขา แต่จะรู้เขาไม่รู้เราไม่ได้เด็ดขาด
นอกจากนี้ ในเรื่องกฎหมายที่มีสนช. แนะนำ หลายฉบับ หลายเรื่องรัฐบาลกำลังทำอยู่รอให้เสร็จและผลักดันเข้ามาสู่สภาแห่งนี้เร็วที่สุด แต่ส่วนใหญ่เป็นกฎหมายเก่าที่ปัดฝุ่นมาปรับปรุง ยังไม่ใช่กฎหมายที่เป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ แต่คาดว่าอีกเดือนหรือเดือนครึ่งข้างหน้าจะได้มีกฎหมายที่เป็น ดำริจากรัฐบาลตอบสนองนโยบาทยีที่แถลงวันนี้ออกมา ส่วนที่มีผู้เป็นห่วงว่า ภารกิจมากขนาดนี้จะทำไม่เสร็จภายในหนึ่งปี นั้นก็จะเร่ิมทำตั้งแต่วันพรุ่งนี้อย่างเป็นทางการ ทุกนาทีมีค่าทำได้เท่าไหร่เท่านั้น
นายวิษณุ กล่าวว่า หัวใจของนโยบาย คือ 3 ป. ปฏิบัติ ปริยัติ ปฏิเวธ ที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ ปฏิบัติต้องทำเป็นตัวอย่าง นำเอาผลออกมาแสดงให้ประชาชนรับทราบ และให้มีการประเมินผล ซึ่งหลักนโยบายทั้ง 23 หน้าสรุปได้คอ หลักของการปฏิรป และ โปร่งใส เป็นธรรมดังจะเห็นว่าพล.อ.ประยุทธ์ เพ่ิม คำว่า ปฏิรูป โปร่งใสใส่ไว้ในนโยบาย ด้วยตัวเองซึ่งเป็นหัวหัวใจทั้งหมดของนโยบาย
นายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ มั่นใจว่าปีนี้จะเกิดความแห้งแล้งสร้างความเสียหายในพื้นที่หลายแห่ง ซึ่งจะออกไปดูด้วยตัวเองในวันที่ 13 ก.ย.นี้ จากที่ได้ติดตามเรื่องน้ำอย่างใกล้ชิด ต้องเตรียมความพร้อม หลายด้านทั้ง อุปโภค บริโภค ทั้งเมืองและชนบท ต้องจัดให้เพียงพอ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เรื่องน้ำทะเลลุกล้ำพื้นที่เมือง
สำหรับเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบนั้น จะเน้นดูแลเกษตรกรรายครัวเรือนไม่เน้นหว่านวงกว้าง เพราะ ได้จดทะเบียนไว้หมดแล้วใครทำอะไรที่ไหนย่างไร รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยี เกษตรกรเป็นเหลัก สู้ภัยแล้ง มีศูนย์การเรียนรู้ 800กว่าแห่ง ทีจะคอยให้คำแนะนำรวมถึง การแนะนำให้ย้ายการผลิต ไปผลิตพืชอื่นให้เข้ากับโซนเศรษฐกิจ โดยใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียง







