
สนช.ตรายางฉุดรัฐบาลทั้งยวง
เดือนกว่ากับการปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นอกจากจะไม่แสดงศักยภาพสมสถานะ “กลไก”
โดย..ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เดือนกว่ากับการปฏิบัติหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นอกจากจะไม่แสดงศักยภาพสมสถานะ “กลไก” ตรวจสอบถ่วงดุลการบริหารประเทศได้แล้ว ข้อครหาเรื่อง สนช.เป็นเพียงแค่ “ตรายาง” ดูจะรุนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ
ที่สำคัญหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมสุ่มเสี่ยงจะฉุดให้ทุกสิ่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พยายามเดินหน้าไปสู่เป้าหมายต้องพังครืนลงไปแบบน่าเสียดาย
ต้องยอมรับว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อยๆ ดังขึ้นตั้งแต่เปิดรายชื่อ สนช.ออกมา และพบว่าสัดส่วนตัวแทนจาก “กองทัพ” เข้ามาเบียดตัวแทนจากภาคส่วนอื่นๆ จนถูกขนานนามให้เป็น “สภาท็อปบู๊ต”
“เอกภาพ” ใน สนช. ที่ คสช.เคยหวังว่าจะทำให้กระบวนการปฏิรูปเดินหน้าไปตามทิศทางที่ต้องการได้อย่างไม่สะดุด เวลานี้กำลังจะกลายเป็นปัจจัยอันตรายที่ คสช.เองก็คาดไม่ถึง
เมื่อทิศทางการทำงานแบบไม่มีแตกแถว ความเห็นในที่ประชุมดูจะคิดอ่านไปทางเดียวกันอย่างน่าตกใจ
ทั้งที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ให้สมาชิกได้สะท้อนแง่มุมความเห็นอย่าง “ละเอียด” และ “รอบด้าน” ทั้งความคุ้มค่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หรือปัจจัยเสี่ยง
โดยเฉพาะในการพิจารณา “กฎหมาย” ที่แม้จะตั้งใจร่างออกมาดีแค่ไหน ก็อาจมีรูโหว่ รอยรั่ว หรือไม่ครอบคลุมในบางประเด็นหรือบางแง่มุม อาจจะไปกระทบสิทธิบางกลุ่ม บางฝ่าย ที่จะต้องหาทางแก้ไข จำเป็นต้องให้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ มาช่วยระดมความเห็น
แต่ที่ผ่านมาไล่ตั้งแต่ วาระแรก เลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยมติเอกฉันท์ 191 เสียง แม้จะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย ทั้งในแง่มุมบรรยากาศข้อจำกัดในปัจจุบัน หรือที่มาที่ไปของ สนช.
ทว่าในแง่มุมของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ที่ต้องกลั่นกรองการใช้เงินงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนก้อนโตถึง 2.575 ล้านล้านบาท
ครั้งนั้น สนช.ใช้เวลาการพิจารณาในวาระแรกขั้นรับหลักการแค่ 5 ชม. ไม่ต้องย้อนไปเทียบกับในภาวะการเมืองปกติที่บางปีฝ่ายค้านขอโควตาอภิปรายชำแหละงบกันข้ามวัน แม้จะถูกมองว่าเป็นเรื่องของการหวังผลการหาเสียง แต่ก็ควบคู่ไปกับการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของประชาชน
ทว่า 5 ชม. กับการพิจารณางบก้อนโต มี สนช.ลงชื่ออภิปรายเพียงแค่ 17 คน จาก สนช. เกือบ 200 คน ที่สำคัญไม่มี สนช. ที่เป็น “ทหาร” เข้าร่วมอภิปรายฯ ทั้งที่ถือเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดของ สนช.
แม้จะเข้าใจได้ว่าเป็นช่วงเวลาฉุกละหุกที่เริ่มอภิปรายรับตำแหน่ง สนช.ไม่นานนัก แต่เนื้อหาการอภิปรายฯ สามารถลงรายละเอียด ชำแหละงบประมาณในแต่ละส่วนได้มากกว่านี้ หากตั้งใจทำการบ้านจริงจัง
ยิ่งในสภาวะไม่ปกติ งบประมาณยิ่งต้องทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งเรื่องงบทหาร งบปรองดอง งบปฏิรูป ที่ควรจะอภิปรายกันในรายละเอียดมากกว่านี้
ที่สำคัญ สำหรับวาระสองของการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2558 มีสมาชิก สนช. แปรญัตติเพียงแค่ 7 คน ห่างจากการทำหน้าที่ของ สว. เมื่อครั้งอภิปรายงบประมาณในวาระ 2 ที่มีผู้แปรญัตติ 54 คน
ไม่ต่างจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ของ สนช. ที่ตะลุยพิจารณาให้ความเห็นชอบวาระแรกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งร่าง พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย ร่าง พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ร่าง พ.ร.บ.ศุลกากร ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ร่าง พ.ร.บ.การกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494
ทั้งที่บางฉบับมีบางแง่มุมที่ควรจะต้องถกเถียงกันถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ทั้งผลดี ผลเสีย เช่น พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ แม้แต่ร่างข้อบังคับการประชุม สนช.ที่ยังมีความเห็นต่างเรื่องอำนาจถอดถอนของ สนช. ก็ยังใช้เวลาการพิจารณาไม่นานก่อนมีมติเห็นชอบในหลักการ
ยิ่งกว่านั้น สนช.ที่ทำหน้าที่อภิปราย ล้วนแต่เป็นหน้าเดิมๆ ที่เป็น สนช. จากอดีต สว. ซึ่งวนขึ้นทำหน้าที่อภิปรายในสภาแทบทุกหมาย ทุกวาระ ขณะที่สัดส่วนจาก “กองทัพ” ลุกขึ้นทำหน้าที่อภิปรายนับครั้งได้
งานนี้คงต้องจับตารอดูการแถลงนโยบายรัฐบาลวันนี้ว่า สนช.จะอภิปรายลงลึกรายละเอียดของนโยบายแต่ละด้านของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในแง่ความเป็นจริงยังมีหลายประเด็นในนโยบายที่ยังไม่ชัดเจนถึงทิศทาง ทั้งเรื่องพลังงาน การกระจายอำนาจ การช่วยเหลือเกษตรกร ฯลฯ
แต่สัญญาณจากวิป สนช. อย่าง นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กลับคาดว่าไม่น่าจะใช้เวลาอภิปรายกันนาน คงเป็นการซักถามในข้อสังสัยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะการแถลงนโยบายเป็นการชี้แจงว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศอย่างไร เป็นเรื่องที่เขาระดมความคิดเห็นว่าจะไปทำอะไรบ้าง ตรงไหน “ควรจะให้เวลารัฐบาลได้ไปทำงานก่อน คงยังไม่สงสัยว่าจะทำอะไร”
แถมนายกฯ ประยุทธ์ ยังติดภารกิจน้ำท่วมช่วงบ่ายที่ จ.สุโขทัย ดังนั้นการแถลงนโยบายครั้งนี้จึงไม่น่ายืดยาว
ดังนั้น หาก สนช.ยังไม่สามารถก้าวพ้นจากวังวนเดิมๆ ก้มหน้าก้มตาคอยทำหน้าที่เป็น “ตรายาง” ต่อไป ย่อมค่อยๆ กัดเซาะทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือต่อไปเรื่อยๆ
ยิ่งในช่วงที่รัฐบาล คสช.ต้องเดินหน้ากระบวนการปฏิรูปที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง สนช.จำเป็นจะต้องยืนหยัดในความถูกต้องมากกว่า แค่คอยรับคำสั่งเท่านั้น
เพราะเมื่อ สนช.ขาดความน่าเชื่อ ย่อมทำให้กระบวนการต่างๆ รวนไปทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของรัฐบาล คสช. ที่จะถูกมองว่าเป็นรัฐบาลทหาร ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จจัดการเรื่องต่างๆ โดยขาดการตรวจสอบถ่วงดุล
เรื่อยมาถึงสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่จะต้องคาบเกี่ยวกับการชงกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. หาก สนช.ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นในฐานะสภานิติบัญญัติได้ ผลลัพธ์การปฏิรูปย่อมไม่เป็นที่ยอมรับเช่นกัน
สุดท้าย ย่อมสุ่มเสี่ยงเป็นชนวนนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านไม่ยอมรับผลปฏิรูป และจะทำให้ทุกอย่างที่ คสช.พยายามจะเดินหน้าสู่เป้าหมาย ต้อง “เสียของ” ในที่สุด







