posttoday
ประชาคมทางใจ

ประชาคมทางใจ

12 กันยายน 2557

ผมขอแปลคำว่า Moral Community ว่าประชาคมทางใจ แต่บางทีก็แปลว่าประชาคมทางธรรม หรือประชาคมความห่วงใย คำคำนี้น่าจะหมายถึงผู้คน (ประชาคม) ที่มีความห่วงใยซึ่งกันและกัน มีโยงใยสัมพันธ์กันทางจิตใจ

ผมขอแปลคำว่า Moral Community ว่าประชาคมทางใจ แต่บางทีก็แปลว่าประชาคมทางธรรม หรือประชาคมความห่วงใย คำคำนี้น่าจะหมายถึงผู้คน (ประชาคม) ที่มีความห่วงใยซึ่งกันและกัน มีโยงใยสัมพันธ์กันทางจิตใจ

ผมได้ข้อคิดเรื่องประชาคมทางใจนี้ มาจากหนังสือพลังธรรมแห่งจินตนาการของ จอห์น พอล เลเดอรัค โดยเฉพาะมีคำถามหนึ่งที่ผมชอบ คือ เราจะขยายประชาคมทางใจให้กว้างขึ้นและให้ครอบคลุมแม้แต่ศัตรูของเราได้อย่างไร ผมคิดว่าคำตอบของคำถามนี้อาจช่วยทำความเข้าใจในประเด็นสำคัญ 3 ประเด็นที่ผมสนใจอย่างมาก คือ การปรองดองทางการเมือง ความเป็นธรรมในสังคม และสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.)

ผมเคยเสนอไว้ในบทความอื่นว่าแนวทางในการแก้ปัญหาความเสมอภาค ก็คือการพิจารณาคุณค่าอื่นของประชาธิปไตยประกอบด้วย ซึ่งนอกจากความเสมอภาคแล้ว ยังต้องมีเสรีภาพและภราดรภาพ/ภคินีภาพประกอบด้วย ในส่วนของเสรีภาพนั้นก็เป็นข้อขัดแย้งได้เช่นกัน โดยฝ่ายหนึ่งมักจะอ้างว่ามีการใช้เสรีภาพจนเกินเลย จนละเลยในเรื่องหน้าที่ เช่น หน้าที่พลเมือง ส่วนอีกฝ่ายจะอ้างว่าการเน้นในเรื่องความเป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อมาจำกัดเสรีภาพโดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงออกนั้น จะลดทอนการริเริ่มสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วม ทางออกอาจเป็นการนำเสรีภาพมาเสริมความเสมอภาค กล่าวคือ การส่งเสริมเสรีภาพที่รู้เท่าทัน และการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพ โดยใช้กระบวนการถกแถลง เป็นต้น แต่ในที่นี้จะขอเพิ่มเติมในเรื่องภราดรภาพ/ภคินีภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวเรื่องของบทความนี้สักเล็กน้อย

แนวคิดเรื่องภราดรภาพ/ภคินีภาพน่าจะเข้ากันได้กับคุณค่าของสังคมไทยและไม่สร้างความขัดแย้งมากนัก อย่างไรก็ดี การที่เราเห็นผู้อื่นเป็นพี่น้องกันหรือการที่เรามีความห่วงใยกันนั้นไม่คงตัว หากเลื่อนไหลได้ตามเวลาและเหตุการณ์ ความขัดแย้งทางการเมืองในเรื่องคุณค่าความเสมอภาคที่มีความเห็นต่างกันนั้น ตัดผ่านตั้งแต่หน่วยเล็กจนถึงหน่วยใหญ่ในสังคม ตั้งแต่ครอบครัว มิตรสหาย ไปถึงระดับภูมิภาค เราเคยเป็นพี่น้องก็มาบาดหมางกัน จนเกิดสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าวัฒนธรรมเลข 2 ขึ้น นั่นคือการแบ่งเป็น 2 ข้าง โดยฝ่ายเราถูกเขาผิด ฝ่ายเราต้องชนะเขาแพ้ การปรองดองคือการก้าวพ้นวัฒนธรรมเลข 2 โดยฟื้นฟูภราดรภาพ/ภคินีภาพให้ครอบคลุม “ฝ่ายเขา” ที่เราเห็นเป็นศัตรูทางคุณค่าให้ได้ ซึ่งก็ตรงกับข้อคิดเรื่องประชาคมทางใจ เราต้องมีใจที่กว้างขึ้น เจริญภาวนาและมีเมตตาที่กว้างขึ้น และที่สำคัญคือ เราพึงมีความทนกันได้ให้มากขึ้น เริ่มต้นคือไม่หนีหน้าและทนที่จะคุยกับ “ศัตรู” ได้

เมื่อพูดถึงความเป็นธรรมในสังคม พบว่าคนจำนวน 20% ที่มีรายได้สูง มีรายได้มากกว่าคนจำนวน 20% ที่มีรายได้ต่ำอยู่ประมาณ 13 เท่า ทั้งนี้ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา และคนจำนวน 10% ที่มีทรัพย์สินมากจะถือครองมากกว่าคนจำนวน 10% ที่มีน้อยอยู่ประมาณ 200 เท่า สถิติเหล่านี้น่าจะทำให้ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในอาเซียน แต่ไม่ถึงกับสูงที่สุดในโลก เพราะมีประเทศในละตินอเมริกาบางประเทศที่แย่กว่าเรา

ผมคิดว่าถ้าจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็น่าจะต้องมีสัญญาประชาคมกันใหม่ว่า คนรวยและชนชั้นกลางที่เป็นฐานใหญ่ของการเก็บภาษี ยินดีจ่ายภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย นักการเมืองไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือการยึดอำนาจจะเอาภาษีไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างมองการณ์ไกลและตอบสนองความจำเป็นพื้นฐานอย่างถ้วนหน้า ไม่เอาเข้าพกเข้าห่อของตน และไม่เอาไปใช้อย่างเกินประมาณเพียงเพื่อผลระยะสั้นทางคะแนนนิยม ส่วนประชาชนทั่วไปก็จะมีความขยันขันแข็งและรู้จักออมไว้ใช้ยามจำเป็นหรือยามชรา เป็นต้น สัญญาประชาคมเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ ไม่เพียงแต่ต้องมีเวทีทางสังคมที่มีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องและกว้างขวางเท่านั้น หากจะต้องสร้างประชาคมทางใจให้ครอบคลุมถึงทุกคนในสังคม คนรวยก็อุ่นใจในเสถียรภาพและความมั่นคงทางสังคม คนจนก็มีความมั่นคงของมนุษย์เช่นกัน

ประเด็นสุดท้ายเรื่องความรุนแรงใน จชต.นั้น เรียกร้องความเอาใจใส่อย่างเร่งด่วน เพราะทุกๆ วัน มีคนตายโดยเฉลี่ยกว่าหนึ่งคน อย่างไรก็ดีบางทีเรายังขยายประชาคมทางใจไปไม่ถึงทุกคนใน จชต.มีบ้างที่รวมบางกลุ่มไว้ในประชาคมทางใจของตน เช่นรวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ครู และข้าราชการอื่นๆ หรือรวมถึงเหยื่อความรุนแรงที่เป็นผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กและสตรี หรืออาจจะรวมเฉพาะคนเชื้อสายเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้เราจะปฏิบัติต่อคนที่อยู่ในประชาคมทางใจของเราอย่างแตกต่างกับคนที่อยู่นอก เราจะห่วงใยเฉพาะฝ่ายเรามิใช่ฝ่ายที่เป็นอื่น

การแปลงเปลี่ยนความขัดแย้งใน จชต. อาจเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าเราต้องขยายประชาคมทางใจให้กว้างออกไป เริ่มจากคนใน 74 จังหวัดที่ไม่ใช่ จชต. ที่จะต้องอดรนทนไม่ได้กับการสูญเสียชีวิตรายวัน จึงต้องเร่งรัดให้รัฐบาลและขบวนการก่อความไม่สงบเข้าร่วมพูดคุยสันติภาพกันจนประสบผล เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องปฏิบัติต่อคนใน จชต.เสมือนเป็นพี่น้องของเราทุกคน ฝ่ายขบวนการฯ หากจะเลือกการต่อสู้ด้วยอาวุธก็ต้องสู้กับคนที่สู้รบด้วยโดยไม่ทำร้ายคนที่ไม่ร่วมการต่อสู้ ประชาชนใน จชต.ที่เห็นต่างกันก็ต้องพูดคุยเพื่อกำหนดสัญญาประชาคม จชต.กันใหม่ ว่าเราจะอยู่ร่วมประชาคมทางใจกันได้อย่างไรแม้เราจะมีความแตกต่างกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท