
มติสนช.171ต่อ2เห็นชอบร่างข้อบังคับประชุม
สนช.เห็นชอบ ร่างข้อบังคับ สมาชิก ติดใจอำนาจถอดถอน กมธ.ย้ำ สนช.ถอดถอนได้ตามรธน.และ กม.ประกอบ
สนช.เห็นชอบ ร่างข้อบังคับ สมาชิก ติดใจอำนาจถอดถอน กมธ.ย้ำ สนช.ถอดถอนได้ตามรธน.และ กม.ประกอบ
เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติ 171 ต่อ 2 เสียง เห็นชอบในหลักการวาระแรก ร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับฯพิจารณาเสร็จแล้ว และให้คณะกรรมาธิการชุดเดิมพิจารณาในรายละเอียด 10 วัน
นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ สนช. อภิปรายว่า ข้อบังคับที่บีบให้สนช.เข้าประชุมโดระบุว่าจะสิ้นสภาพกรณีไม่เข้าร่วมประชุมและไม่ลงมติ 1 ใน3 ในรอบ 90 วัน นั้น ใช้ฐานแนวคิดอะไรมากำหนด และในส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือวิปสนช. เหตุใดจึงกำหนดให้ทั้งประธานสนช. และรองประธานอยู่ในกรรมาธิการด้วย และสุดท้าย เรื่องอำนาจการถอดถอนและการแต่งตั้งบุคค อยากทราบว่าการร่างข้อบังคับนี้มีฐานแนวคิดความเป็นมาอย่างไร
นายสมชาย แสวงการ สนช. กล่าวว่า ประเด็นเรื่องการถอดถอน ที่ผ่านมาสมัยเคยดำรงตำแหน่ง สนช. ในปี 2549 ขณะนั้นไม่มี สว.แต่สนช.ขณะนั้นก็เคยดำเนินการถอดถอน นายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวขณะนั้นไม่มีการระบุถึงอำนาจถอดถอนของ สนช. เช่นกัน แต่ใช้วิธีให้สภาสนช.ลงมติหาข้อยุติ
อย่างไรก็ตาม เห็นว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องหลายฉบับมีอายุยืนกว่ารัฐธรรมนูญ ดังนั้นแม้จะไม่มีการกำหนดเรื่องถอดถอนไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจน แต่ก็ยังเกี่ยวพันกับกฎหมายอื่นๆ ทั้ง กฎหมาย ป.ป.ช. กรรมการสิทธิ์ กสทช. ที่ระบุถึงการถอดถอน ดังนั้นจึงไม่เกี่ยวข้องว่าการถอดถอนจะต้องมีรัฐธรรมนูญ 50 หรือไม่ นอกจากนี้ยังรวมถึงกระบวนการให้ความเห็นชอบแต่งตั้งบุคคลเข้ารับตำแหน่ง เช่นกัน หากคิดแบบนี้ก็จะไม่มีอำนาจในการแต่งตั้งเช่นกัน และกว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวรในอีกปีกว่าข้างหน้าคงเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับองค์กรต่างๆ
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สนช. กล่าวว่า ต่างรัฐธรรมนูญชั่วราว กำหนดไว้ในมาตรา 5 เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทําการนั้นหรือวินิจฉัย กรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ประเพณีการปกครองดังกล่าวต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้
นอกจากนี้ อำนาจหน้าที่สนช. ในการถอดถอนเรื่องยังเกี่ยวข้องกับประกาศของคสช. ทั้ง ฉบับ เรื่องการสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญ แต่ ยังคงให้ องค์กรอิสระ อื่นๆ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ซึ่งรวมถึงป.ป.ช. และคำสั่ง คสช.ต่อมาระบให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยว่าด้วย ป.ป.ช. ยังมีผลบังคับใช้ต่อไปตั้งแต่วันที่ 23 พ.ค. 57 ดังนั้นจึงสามารถ ใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้ประกอบการถอดถอนได้
นายธานี อ่อนละเอียด สนช.กล่าวว่า อยากขอให้สนช. หาข้อสรุปยุติให้ได้ก่อนว่า สนช. มีอำนาจในการถอดถอหรือไม่ เพราะตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 5 วรรคสอง ระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยกรณีใดตามความในวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งอาจสามารถให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าสนช.มีอำนาจถอดถอดหรือไม่ ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภา เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงค่อยมาร่างระเบียบเรื่องการถอดถอนก็ยังไม่สายเกินไป
นายตวง อันทะไชย สนช. ในฐานะกรรมาธิการยกร่างฯ กล่าวว่า เรื่องการถอดถอน รัฐธรรมนูญมาตรา 6 กำหนดให้ สนช.ทำหน้าที่แทน สส. สว. และสมาชิกรัฐสภา รวมทั้ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดให้สว.ทำหน้าที่ในการถอนถอน เช่น กฎหมายป.ป.ช. มาตรา 58 กำหนดให้ สว.มีอำนาจถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง กฎหมายสิทธิมนุษชน ดังนั้น จึงมีฐานรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นที่มีเป็นองค์ประกอบในการเขียนข้อบังคับ
“การเขียนข้อบังคับนี้เป็นเพียงกระบวนการถอดถอน ไม่ได้มีเจตนานำไปถอดถอนใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการเขียนตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบต่างๆที่มี ซึ่งในการถอนถอนจริงจะถอดถอนได้หรือไม่นั้น ยังมีขั้นตอนอื่นอีก”นายตวง กล่าว
นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ สนช. ในฐานะกมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า การที่กมธ.กำหนดกรอบ 90 วัน ในการประเมินสมาชิกในการเข้าประชุมและลงมตินั้น หลักการก็คือเราต้องการให้สนช.มาทำหน้าที่ แต่สามารถลาประชุมได้ กรณีมีภารกิจอื่น กมธ.มองว่าการพิจารณาการทำงานของสนช.ควรใช้ระบบไตรมาสจะมีความเหมาะสมที่สุด หากใช้ 6 เดือนเหมือนราชการจะนานไป ที่สำคัญคือการกำหนดกรอบ 90 วันก็เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ สามารถแบ่งเวลาได้







