
ไมโครโฟนทองคำหมัดแรกเขย่ารัฐบาล คสช.
แค่ “หมัดแรก” ก็เล่นเอามึนจนไปไม่เป็น!!!
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แค่ “หมัดแรก” ก็เล่นเอามึนจนไปไม่เป็น!!!
เมื่อ “ไมค์ทองคำ” พ่นพิษตั้งแต่ ครม.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่ทันเข้าทำเนียบรัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ แถมส่งผลรุนแรงเล่นเอาสั่นคลอนทั้งภาพลักษณ์ ฉุดคะแนนนิยม
มิหนำซ้ำยังสุ่มเสี่ยงจะบานปลายกระทบไปถึงกระบวนการ “ปฏิรูป” ที่กำลังออกตัวเดินหน้าไปตามโรดแมป ด้วยความหวังว่าจะพาสังคมหลุดพ้นวังวนเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้ง ที่หมักหมมเรื้อรังในสังคมมายาวนาน
เพราะสิ่งที่ ครม.ประยุทธ์ กำลังทำเวลานี้ ดูจะสวนทางกับแนวทางการ “พอเพียง” “โปร่งใสตรวจสอบได้” และอาจกำลังจะเดินตามรอยนักการเมืองแบบไม่รู้ตัว
ลำพังแค่การทุ่มงบเกือบ 300 ล้านบาท บูรณะทำเนียบฯ ใหม่ ด้วยเหตุผลเพียงแค่ต้องการให้เกิดความสง่างามเป็นศักดิ์เป็นศรีให้ประเทศ ยังเคยถูกถล่มถึงความเหมาะสมมาแล้วรอบหนึ่ง
แต่ตอนนั้นรายละเอียดที่เปิดเผยออกมายังเป็นเพียงภาพกว้างแจกแจงแบบไม่มีการลงรายละเอียดว่า ภาษีจากประชาชนแต่ละบาทแต่ละสตางค์เอาไปทำอะไรบ้าง
รู้เพียงแต่คำชี้แจงจาก ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า จะเน้นความเหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟือย และพอเพียง จนกระแสวิพากษ์วิจารณ์เริ่มเงียบลงไป
ทว่า รอบนี้ต้องจำนนต่อหลักฐานสำหรับ “ไมโครโฟน” ซึ่งใช้สำหรับห้องประชุมในตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล BOSCH ที่สนนราคากว่า 1.4 แสนบาท
สรรพคุณเทียบชั้นไมโครโฟนของ “ทำเนียบขาว” ประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งสามารถใช้เป็นวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ หน้าจอระบบสัมผัส เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต และระบบมัลติมีเดีย DCN เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีเสียงขั้นสูงที่สมบูรณ์แบบ ทั้งไมโครโฟนและระบบลำโพงสองทิศทาง การตั้งค่าเสียงขั้นสูง มีระบบป้องกันเสียงรบกวน ที่สำคัญยังมีรหัสป้องกันเพื่อความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งสัญญาณภาพและเสียง
นำมาสู่คำถามว่า ครม.ไทยจำเป็นต้องใช้ไมโครโฟนคุณภาพสูงขนาดนี้หรือไม่ เป็นการฟุ่มเฟือยเกินกว่าเหตุหรือไม่ ระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่นำมาใช้นั้นโปร่งใสเพียงใด
ปัญหาทำท่าจะหนักขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏออกมาเช่นนี้ แต่กลับไม่มีคำชี้แจงใดๆ ออกมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างทันทีทันควัน ปล่อยให้กระแสวิพากษ์วิจารณ์นี้คละคลุ้งอยู่ในสังคม ซึ่งกัดเซาะความน่าเชื่อถือการทำงานของ คสช. และรัฐบาล
ม.ล.ปนัดดา ยังได้แต่ยืนยันว่ายังไม่มีการลงนามใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างโปร่งใส ไร้ทุจริต พร้อมโยนให้อธิบดีกรมโยธาและผังเมือง ในฐานะผู้รับผิดชอบเป็นผู้ชี้แจง ซึ่งความอึมครึมที่เกิดแบบไร้ความชัดเจนโบ้ยกันไปมา ยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม
ทว่า สุดท้ายคำชี้แจงจาก มณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้รับผิดชอบ 3 ส่วนสำคัญ ในวงเงิน 169 ล้านบาท คืองานปรับปรุงและซ่อมแซมภายในภายนอกอาคาร งานระบบวิศวกรรมประกอบอาคาร งานปรับปรุงและติดตั้งระบบโสตทัศนูปกรณ์และระบบไฟฟ้าห้องประชุม ก็ยังไม่อาจคลี่คลายความเคลือบแคลงที่เกิดขึ้น
ทั้งเหตุผลการเลือกบริษัท อัศวโสภณ ซึ่งเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์ผ่านงานสำคัญและมีชื่อเสียงติดตั้งอุปกรณ์ระบบเสียง และการตัดสินใจเลือกระบบไมโครโฟนรุ่นล่าสุด
มาจนถึงประเด็นทำไมถึงติดตั้งไมโครโฟนก่อนทำสัญญา ที่ชี้แจงว่าเพื่อทดสอบจนแน่ใจว่าระบบที่ติดตั้งจะสามารถใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพ จึงจะตรวจรับงาน หรือคำชี้แจงว่า ไม่สามารถนำใบขนสินค้าขาเข้ามาแสดงต่อสื่อมวลชนได้ เพราะกลัวว่าจะมีผลต่อการแข่งขันทางการค้าของบริษัท จึงยังไม่สามารถนำมาแสดงได้
แม้แต่คำชี้แจงว่ายังไม่ได้มีการจ่ายเงินล่วงหน้า 15% ตามที่เป็นข่าว หรือยังไม่มีการตรวจรับงาน เพราะอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขอส่วนลดเป็นกรณีพิเศษ โดยยินดีลดราคาจากราคาตั้งเสนอขายที่เครื่องละ 1.45 แสนบาท ลง 35% เหลือ 9.52 หมื่นบาท รวมแล้วสามารถประหยัดงบประมาณลงเป็นจำนวนเงิน 14 ล้านบาท ประเด็นเหล่านี้ไม่ช่วยให้ภาพลักษณ์ที่เสียหายไปแล้วดีขึ้นมา
ทุกอย่างล้วนแต่ยังมีเงื่อนงำมากขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่รวมกับข้อมูลที่หลุดออกมาเพิ่มเติม เมื่อตรวจสอบในเอกสารราคากลางงานครุภัณฑ์จัดซื้องานติดตั้งระบบห้องประชุมที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ กรมโยธาธิการและผังเมือง
โดยเฉพาะทีวีจอพลาสมาขนาด 60 นิ้ว รุ่น C60PW120 ที่มีราคาสูงถึงจอละ 529,870 บาท เป็นจอภาพระบบสมาร์ททีวี รองรับการใช้แอพพลิเคชั่น และแสดงภาพสามมิติ
ทั้งนี้ ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีรายละเอียดอะไรทำนองนี้หลุดเพิ่มเติมออกมาอีกหรือไม่ ซึ่งนอกจากความฟุ่มเฟือยแล้ว ยังชวนให้เคลือบแคลงไปถึงความโปร่งใส
ยิ่งในยุคที่รัฐบาล คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การตรวจสอบถ่วงดุลในระบบปกติไม่สามารถทำได้เต็มที่ ประเด็นเหล่านี้ย่อมถูกมองในทางเสียหายได้ง่าย หากไม่ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจน
ที่สำคัญในฐานะรัฐบาล และ คสช.จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการสร้างบรรทัดฐาน วางหลักธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ ต่อจากนี้จำเป็นจะต้องสร้างแบบอย่างให้เห็นเป็นตัวอย่าง
ไม่เช่นนั้นหากการดำเนินการเหล่านี้ยังเป็นที่เคลือบแคลงของสังคม สุดท้ายก็จะทำให้สิ่งที่พยายามจะปฏิรูปไม่เดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่ควรจะเป็น
หรือหากเลวร้ายกว่านั้นจะยิ่งไปดิสเครดิตการบริหารงานของตัวเอง และทำให้อยู่ทำหน้าที่ต่อไปได้ยากขึ้น ส่งผลเป็นลูกโซ่สะเทือนไปถึงสิ่งที่กำลังจะ “ปฏิรูป” ต่อจากนี้
นี่จึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย คสช.ต่อไปในอนาคตว่าจะคลี่คลายปัญหาที่เป็นอยู่ได้อย่างไร







