posttoday
"เออีซี"ส่อไปไม่รอดถ้าอาเซียนมุ่งปกป้องตัวเอง

"เออีซี"ส่อไปไม่รอดถ้าอาเซียนมุ่งปกป้องตัวเอง

11 กันยายน 2557

อีกเพียงปีเศษๆ เท่านั้น บรรดา 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)

โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา

อีกเพียงปีเศษๆ เท่านั้น บรรดา 10 ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ประกอบด้วย บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย จะเดินหน้าสู่การเป็นตลาดเดียว หรือประชาคมอาเซียน (เออีซี) อย่างสมบูรณ์ในสิ้นปี 2015

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียนกลายเป็นตลาดเดียว (ซิงเกิ้ล มาร์เก็ต) ที่สินค้า บริการ และแรงงานของ 10 ชาติสมาชิกสามารถขนส่งเคลื่อนย้ายหมุนเวียนถึงกันได้อย่างเสรี ปราศจากสิ่งกีดขวาง เช่น พิกัดอัตราภาษี หรือค่าธรรมเนียมศุลกากร รวมถึงการลดทอนขั้นตอนความยุ่งยากของเอกสารลง

ทั้งนี้ หากว่ากันตามหลักการของข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับและลงนามร่วมกันแล้ว การเป็นตลาดเดียวย่อมเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับอาเซียนบนเวทีโลก เนื่องจากถ้ารวมอาเซียนให้เป็นเสมือนประเทศเดียว อาเซียนจะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 7 ของโลก ด้วยมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2013 สูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีสัดส่วนประชากรซึ่งจะกลายเป็นกำลังสำคัญในการผลิตและการบริโภคถึง 620 ล้านคน

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรวมกับข้อเท็จจริงจากข้อมูลด้านเศรษฐกิจที่ระบุว่า อาเซียนมีการขยายตัวเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างรวดเร็วเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ของโลก ในช่วงหลังจากเกิดวิกฤตการเงินในปี 2008 ยิ่งทำให้การเดินหน้าสู่เออีซีได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ ทั้งยังเป็นสาเหตุให้นักลงทุนต่างชาติเดินหน้าเข้ามาลงทุนในภูมิภาคจนทำสถิติรอบใหม่

ยืนยันได้จากรายงานของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่า ฟิลิปส์ ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำจากเนเธอร์แลนด์ มีแผนตั้งสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ เพื่อทำหน้าที่ดูแลตลาดอาเซียนโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม แม้การเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเออีซีจะน่าตื่นเต้นมากเพียงใด แต่บรรดานักวิเคราะห์ ตลอดจนบรรดาผู้ประกอบการในภาคเอกชนทั้งหลาย ต่างอดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมาแสดงความห่วงใยและส่งเสียงเตือนด้วยความหวังดีไม่ได้ว่า การเป็นเออีซีของอาเซียนยังมีปัจจัยคุกคามน่ากลัวที่ไม่ควรมองข้ามได้

ปัจจัยที่ว่านี้ก็คือ บรรดานโยบายหรือมาตรการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ งัดขึ้นมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในบ้านของตนเอง ซึ่งบางข้อบางประเด็นบางมาตราเข้าข่ายนโยบายปกป้องตนเอง ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรีภายในภูมิภาคในที่สุด

ทั้งนี้ บรรดาประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) ของเหล่ายักษ์ใหญ่ในอาเซียน ต่างแสดงความเห็นสอดคล้องกันว่า ความพยายามบรรลุเป้าหมายเพื่อยกระดับการเป็นเขตเศรษฐกิจเสรีของอาเซียนมีแนวโน้มพังครืนไม่เป็นท่า เมื่อสัญญาณการใช้นโยบายปกป้องเศรษฐกิจของประเทศตนเองมีแนวโน้มเข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้นเรื่อยๆ

หนำซ้ำที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ การที่อินโดนีเซีย ชาติสมาชิกที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียนยังปราศจากความชัดเจน รวมถึงการให้คำมั่นในการจัดการปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบทางการค้าของตนเอง โดยเป็นที่รับทราบกันดีในหมู่นักธุรกิจและนักลงทุนในตลาดอาเซียนว่า มีกฎระเบียบสำหรับนักลงทุนต่างชาติมากมายที่ต้องคำนึงถึง หากคิดจะก้าวเข้ามาทำธุรกิจในตลาดอิเหนา

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า ระยะเวลาสู่การเป็นเออีซีที่งวดเข้ามา ยิ่งเป็นแรงกดดันให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในอาเซียนรู้สึกกระวนกระวายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถึงขณะนี้การดำเนินการเพื่อขจัดกฎระเบียบทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี และระเบียบกีดขวางอื่นๆ ตามแผนเออีซี 2015 ยังปราศจากความคืบหน้า หรือถ้าจะเปลี่ยนแปลง ก็เปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยและเชื่องช้ามาก

ปิยุช กุปตะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดีบีเอส ธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ แสดงความเห็น ในการประชุมอาเซียน บิซิเนส คลับ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเหล่าผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชนอาเซียน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจภายใต้การเป็นประชาคมอาเซียนว่า ขณะนี้อาเซียนยังคงอยู่ห่างไกลจากความเป็นจริง (ด้านการจัดการกฎระเบียบทางการค้า) อย่างที่ควรจะเป็นอย่างมาก

ความเห็นของกุปตะได้รับแรงสนับสนุนจากนักวิเคราะห์หลายสำนัก ซึ่งพร้อมใจยกตัวอย่างให้เข้าใจความวิตกกังวลข้างต้นของภาคเอกชนในอาเซียน ด้วยการกล่าวถึงกฎระเบียบด้านการจัดเก็บภาษีของ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนที่ค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการเพื่อกำจัดความแตกต่างให้กลายเป็นความสอดคล้องลงตัว

ทว่า ในความเป็นจริงกระบวนการขั้นตอนเพื่อจัดการกฎหมายภาษีของชาติสมาชิกให้สอดคล้องกันกลับดำเนินไปได้อย่างช้ามาก โดยไม่เพียงแต่เฉพาะระเบียบภาษีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระเบียบที่เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี

ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากจะดำเนินการได้ล่าช้าแล้ว บางประเทศในอาเซียนยังเดินหน้างัดเอาระเบียบที่จำกัดการเข้าไปลงทุนของบริษัทต่างชาติให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้นไปอีก โดยมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ประเทศอินโดนีเซีย

เจเรมี แกรนท์ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ในสิงคโปร์ รายงานว่า ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียได้คลอดมาตรการซึ่งเข้าข่ายการกีดกันทางการค้าออกมาต่อเนื่อง ที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การจำกัดการเป็นเจ้าของกิจการของชาวต่างชาติในประเทศ และจำกัดการจ้างแรงงานต่างชาติ

ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ธนาคารดีบีเอสจะเข้าซื้อหุ้นของธนาคารดานามอนของอินโดนีเซีย มีเหตุให้ต้องสะดุดหลังรัฐบาลอินโดนีเซียออกมาตรการไม่อนุญาตให้สถาบันการเงินถือหุ้นในสัดส่วนเกิน 40%

อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ หลายฝ่ายอาจสงสัยว่า ทำไมนักวิเคราะห์ถึงให้น้ำหนักกับอินโดนีเซียในฐานะกุญแจสำคัญของการรวมตัวกันเป็นเออีซี นาซีร์ ราซัค ประธานธนาคารซีไอเอ็มบี ธนาคารที่มีขนาดสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของมาเลเซีย และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ระบุว่า เพราะหากไม่มีอินโดนีเซีย อาเซียนก็แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อคำนึงถึงตลาดขนาดใหญ่และแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย

“(ดังนั้น) ถ้ารัฐบาลจาการ์ตาไม่จัดการกฎระเบียบทางการค้าที่เน้นปกป้องผลประโยชน์ของตนเองเกินไป ผมคิดว่าเรา (อาเซียน) คงต้องพบกับความล้มเหลวในไม่ช้า” ราซัค ระบุ

ด้าน ฟอซี อิชซาน นักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าแผนกรัฐสัมพันธ์ของธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประจำอินโดนีเซีย ระบุว่า อุปสรรคที่ทำให้อินโดนีเซียยังคงลังเลจนไม่สามารถอ้าแขนต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ หรือแม้แต่นักลงทุนเพื่อนบ้านในภูมิภาคเองก็คือ ความกลัวว่าตนเองยังไม่พร้อม และจะไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งจากมาเลเซียและสิงคโปร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันในภาคการเงินการธนาคารที่อินโดนีเซียยังนับว่าอ่อนด้อยอยู่มากเมื่อเทียบกับชาติสมาชิกอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม นโยบายปกป้องและกีดกันทางการค้านี้ ใช่จะมีแต่เฉพาะในอินโดนีเซียเท่านั้น ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนก็มีการใช้ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เนื่องจากมาตรการดังกล่าวเกี่ยวพันการได้รับแรงสนับสนุนจากประชาชนของรัฐบาลของประเทศนั้นๆ เอง ทำให้ผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันซ้อนทับกันนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาเซียนยังคงมีการกีดกันทางการค้าเกิดขึ้น

ทั้งนี้ จนกว่ารัฐบาลของ 10 ชาติสมาชิกอาเซียนจะตระหนักได้ว่าจะรับบทบาทเป็นผู้คุมกฎหรือผู้อำนวยความสะดวกเพื่อส่งเสริมการค้าของภูมิภาคให้สมดุลได้อย่างไร เมื่อนั้นการเป็นเออีซีของอาเซียนก็ยังคงตกอยู่ในความเสี่ยงต่อไป

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง