posttoday
การส่งออกและนำเข้าน้ำมัน(จบ)

การส่งออกและนำเข้าน้ำมัน(จบ)

11 กันยายน 2557

เรามาทำความเข้าใจกับข้อสงสัยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน เมื่อผลิตไม่พอใช้แล้วทำไมต้องส่งออกน้ำมัน คนไทยเป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมแล้วทำไมต้องใช้ราคาตลาดโลกกันต่อนะครับ

เรามาทำความเข้าใจกับข้อสงสัยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน เมื่อผลิตไม่พอใช้แล้วทำไมต้องส่งออกน้ำมัน คนไทยเป็นเจ้าของทรัพยากรปิโตรเลียมแล้วทำไมต้องใช้ราคาตลาดโลกกันต่อนะครับ

ทำไมประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 8 แสนบาร์เรล/วัน เป็นการนำเข้ามามากเกินไปหรือไม่... คือคำถามที่หลายคนสงสัย

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการบริหารจัดการน้ำมันดิบให้เหมาะสมกับโรงกลั่น เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตามความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยสมมติให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบมีค่าเฉลี่ยเป็นไปตามสมมติฐานในแต่ละกรณี

ในกรณีที่ 1 สมมติให้นำเข้าน้ำมันดิบชนิดที่ 1 เพียงชนิดเดียว มากลั่นจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำมันดีเซล 41% ได้น้ำมันเบนซิน 19% และที่เหลือเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ การนำเข้าน้ำมันมา กลั่นนี้เพื่อสนองความต้องการใช้น้ำมันดีเซลภายในประเทศเป็นหลัก คือ ประมาณ 3.52 แสนบาร์เรล/วัน หรือ 56 ล้านลิตร/วัน โดยต้องนำเข้าน้ำมันดิบชนิดนี้ประมาณ 858,537 บาร์เรล/วัน ซึ่งเมื่อกลั่นแล้วจะได้น้ำมันดีเซลพอดีความต้องการใช้ แต่ต้องส่งออกน้ำมันเบนซินอีกกว่า 5 ล้านลิตร/วัน เพราะกลั่นได้เกินความต้องการและต้องนำเข้าน้ำมันเครื่องบินอีก 1.5 ล้านลิตร/วัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ เป็นต้น

จากตัวอย่างดังกล่าวจะพบว่า แม้ความ ต้องการน้ำมันดีเซลภายในประเทศมีเพียง 3.52 แสนบาร์เรล/วัน หรือ 56 ล้านลิตร/วัน แต่ต้องนำน้ำมันดิบชนิดที่ 1 เข้ามากลั่นมีปริมาณสูงกว่า 8 แสนบาร์เรล/วัน

ในกรณีที่ 2 สมมติให้นำเข้าน้ำมันดิบชนิดที่ 2 ซึ่งกลั่นแล้วได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำมันดีเซล 33.5% ได้น้ำมันเบนซิน 25.5% และผลิตภัณฑ์อื่นๆ การนำเข้าน้ำมันมากลั่นนี้เพื่อสนองความต้องการใช้น้ำมันดีเซลเป็นหลักคือ ประมาณ 3.52 แสนบาร์เรล/วัน หรือ 56 ล้านลิตร/วัน โดยต้องนำเข้าน้ำมันดิบชนิดนี้ประมาณ 1,050,476 บาร์เรล/วัน และเมื่อกลั่นแล้วจะได้น้ำมันดีเซลพอดีความต้องการใช้แต่ต้องส่งออกน้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่องบินอีก 22 และ 4.2 ล้านลิตร/วัน ตามลำดับ เพราะกลั่นได้เกินความต้องการใช้

จากตัวอย่างดังกล่าวจะพบว่า เพื่อสนองความต้องการใช้น้ำมันดีเซลภายในประเทศ 3.52 แสนบาร์เรล/วัน หรือ 56 ล้านลิตร/วัน แต่ต้องนำน้ำมันดิบชนิดที่ 2 เข้ามากลั่นมีปริมาณสูงถึง 1 ล้านบาร์เรล/วัน

ในกรณีที่ 3 สมมติให้นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 1 ชนิด คือนำเข้าน้ำมันดิบชนิดที่ 1 และ 2 ตามที่กล่าวไปแล้ว โดยนำเข้าน้ำมันชนิดที่ 1 ประมาณ 7.5 แสนบาร์เรล/วัน และชนิดที่ 2 อีก 1 แสนบาร์เรล/วัน จะได้ผลิตภัณฑ์รวมกันตามรูปตาราง ซึ่งจะทำให้มีปริมาณน้ำมันดีเซลและเบนซินเกินความต้องการใช้ แต่ต้องนำเข้าน้ำมันเครื่องบิน

กรณีต่างๆ ที่ยกขึ้นมาอธิบายนี้เป็นเพียง ตัวอย่างที่นำมาประกอบให้เกิดความเข้าใจ มากขึ้น เรื่องการบริหารจัดการน้ำมันให้มีความเหมาะสมกับโรงกลั่น เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตรงตามความต้องการใช้ภายในประเทศให้ได้มาก ที่สุด แต่เอาเข้าจริงๆ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมาก ที่เกี่ยวข้อง เช่น แหล่งที่มาของน้ำมันที่หลากหลาย ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ที่กลั่นได้ ความสามารถในการกลั่นของแต่ละโรง ระยะเวลานำเข้า ส่งออก สต๊อกน้ำมันดิบ สต๊อกน้ำมันสุก ความต้องการใช้รายวัน ราคา กำไร และอื่นๆ ซึ่งมันไม่ได้ง่ายเหมือนการนำเอา ตัวเลขการใช้น้ำมันสุก ตัวเลขการผลิตและการนำเข้าน้ำมันดิบมาบวกลบกันตรงๆ ได้ อย่างที่หลายท่านเข้าใจกัน

ความซับซ้อนเหล่านี้ ทำให้เกิดความสงสัยในเรื่องปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบที่มากเกินความจำเป็นและการบริหารจัดการของโรงกลั่นให้ได้พอดีกับความต้องการในแต่ละวันคงไม่สามารถทำได้ จึงต้องมีการนำเข้าและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปตามความเหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆ

ที่ผมนำเสนอมาตั้งแต่ต้นนั้นต้องการจะสื่อให้เห็นว่า ผู้ซื้อภายในประเทศเป็นผู้เลือกน้ำมันให้มีความเหมาะสมกับโรงกลั่นของตน และไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำมันที่ผลิตได้ภายในประเทศ เพราะถ้าราคาน้ำมันที่ผลิตได้ภายในประเทศมีราคาที่ถูกกว่าหรือมีคุณสมบัติเหมาะสมกว่าน้ำมันที่ต้องนำเข้า ก็ไม่เห็นว่า จะมีเหตุผลใดที่ผู้ซื้อภายในประเทศจะไม่เลือกซื้อน้ำมันดิบที่ผลิตได้ภายในประเทศจากผู้รับสัมปทาน

และถ้าผู้รับสัมปทานสามารถขายน้ำมันดิบ ที่ผลิตได้ภายในประเทศไปให้ประเทศอื่นๆ ที่มีความต้องการมากกว่าโรงกลั่นภายในประเทศในราคาที่สูงกว่าได้ รัฐก็จะได้ประโยชน์จาก ค่าภาคหลวงที่เพิ่มขึ้นด้วย

ในปีที่ผ่านมามีการส่งออกน้ำมันดิบเฉลี่ย 2.6 หมื่นบาร์เรล/วัน ปัจจุบันก็ยังมีการส่งออกอยู่ ด้วยเหตุผลความจำเป็นซึ่งพอจะสรุปได้ ดังนี้คือ

1.ผู้ซื้อภายในประเทศไม่ต้องการ ด้วย เหตุผลต่างๆ กันถึงความไม่เหมาะสมกับ โรงกลั่นของตน เช่น มีสิ่งเจือปนอื่นๆ สูง มีน้ำผสมปนอยู่มาก เป็นต้น

2.ผู้รับสัมปทานมีสัญญาระยะยาวกับคู่ค้าต่างประเทศ (ตกลงทำสัญญากันล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดประเด็นดังกล่าว)

3.ผู้รับสัมปทานยังต้องส่งออกเป็นครั้งคราวบ้าง เพื่อรักษาตลาดเอาไว้ (ในกรณีที่ไม่สามารถขายภายในประเทศได้)

อย่างไรก็ตาม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาข้อสงสัย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ขอความร่วมมือแกมบังคับกับผู้รับสัมปทานและผู้ซื้อภายในประเทศให้ช่วยกันแก้ไขเรื่องการส่งออกน้ำมันดิบนี้ คาดว่าเร็วๆ นี้จะไม่มีการส่งออกน้ำมันดิบอีก

ถ้าเป็นดังนั้นจริงก็ขอให้ผู้ที่นำเรื่องดังกล่าวนี้มาเป็นประเด็น สังเกตดูว่าประชาชนได้รับประโยชน์อะไรเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง...

แต่ที่เห็นๆ คือ รายได้รัฐจากค่าภาคหลวงอาจจะลดลง ถ้าผู้รับสัมปทานต้องลดราคาน้ำมันให้ผู้ซื้อภายในประเทศแทนการส่งออกตามความร่วมมือที่ภาครัฐร้องขอไป

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์