
จับเอสเอ็มอีญี่ปุ่นไม่ง่ายไทยต้องเร่งชิงเค้ก
การจับมือกันระหว่างธนาคารกสิกรไทยและศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีโตเกียว เมโทรโพลิแทน เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ/ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
การจับมือกันระหว่างธนาคารกสิกรไทยและศูนย์ส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีโตเกียว เมโทรโพลิแทน เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้ว่าจะยังเป็นเพียงความร่วมมือเบื้องต้นในการเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการกรุยทางให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จากญี่ปุ่นที่ต้องการเข้ามาลงทุนในไทย แตนั่น่ก็สะท้อนให้เห็นเช่นกันว่าภาคการเงินไทยต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ หากไม่ต้องการตกขบวนคลื่นลงทุนญี่ปุ่นลูกใหม่ที่กำลังโถมเข้าหาประเทศไทยและกลุ่มอาเซียน
ภายใต้นโยบายลูกศร 3 ดอก ของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ ที่หนึ่งในนั้นคือการผลักดันเอสเอ็มอีญี่ปุ่น 1 หมื่นราย ให้ขยายการลงทุนออกไปยังต่างประเทศภายใน 5 ปี (2557-2562) เพื่อแก้ปัญหาญี่ปุ่นที่เข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุในระยะยาว ส่งผลให้้คลื่นทุนใหม่กำลังก่อตัวขึ้นในแถบอาเซียนอย่างเด่นชัด ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ที่ผ่านมา นำโดย ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ที่ญี่ปุ่นต้องการใช้เป็นฐานการผลิตภายในภูมิภาคนี้
แน่นอนว่าการทะลักเข้ามาของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นย่อมต้องมีเสียงกังวลจากภาคธุรกิจเอสเอ็มอีภายในของประเทศเป้าหมาย ทีเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาปกป้องอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมภายในที่มีการผลิตสินค้าประเภทเดียวกัน โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ เพราะอาจถูกเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่มีขนาดใหญ่กว่า เงินทุนหนากว่า และมีเทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้ากว่า มาชิงส่วนแบ่งการตลาดไปจากบริษัทรายใหญ่สัญชาติเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาน้ำหนักของโอกาสและความเสี่ยงแล้วจะพบว่า แม้ว่าแต่ละประเทศต่างก็ต้องการดึงดูดเอสเอ็มอีญี่ปุ่นให้เข้ามาลงทุนทั้งสิ้น เพราะเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมีขนาดที่ใหญ่กว่าจนอาจเทียบเท่าธุรกิจขนาดใหญ่ (คอร์ปอเรต) ของไทย ซึ่งจากข้่อมูลจะพบว่าญี่ปุ่นมีธุรกิจเอสเอ็มอี 3.7 ล้านราย หรือคิดเป็นราว 99% ของผู้ประกอบการในประเทศ ทำให้สัดส่วนมูลค่าการค้าของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นสูงถึงเกือบ 15 ล้านล้านบาท หรือเทียบเท่าเฉลี่ยมูลค่าธุรกิจต่อรายสูง 55 ล้านบาทเลยทีเดียว
ดังนั้น การเข้ามาลงทุนของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นจึงหมายถึงโอกาสในการจ้างงานและส่งออกที่เพื่มขึ้นมาก และอาจรวมถึงโอกาสที่จะหนุนให้เอสเอ็มอีไทยได้เรียนรู้โนว์ฮาวจากเอสเอ็มอีญี่ปุ่นด้วย เนื่องจากทุนญี่ปุ่นมีลักษณะเป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ)ที่ช่วยสร้างผลิตผลที่แท้จริง ต่างจากเงินร้อนในตลาดทุนที่เข้ามาเก็งกำไรเท่านั้น
ปัจจุบันหลายประเทศเร่งออกมาตรการดึงดูดการลงทุนเอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นอย่างคับคั่ง เช่น อินโดนีเซีย ที่เปิดศูนย์เอสเอ็มอีญี่ปุ่นบนพื้นที่กว่า 32 ไร่ ในเขตอุตสาหกรรมใหม่ลิปโปซิการัง ส่วนมาเลเซียมีแผนผลักดันให้รัฐยะโฮร์ เป็นพื้นที่รองรับการลงทุนจากญี่ปุ่นโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่เวียดนามกำลังเร่งปรับตัวทั้งในด้านกฎหมายและการอำนวยความสะดวกอื่นๆ ทั้งเพื่อรั้งและเพื่อดึงดูดทุนญี่ปุ่นเพิ่ม หลังจากที่ค่าแรงเริ่มขยับตัวสูงขึ้น
แต่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญของธุรกิจเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่ต้องการมาขยายกิจการ ส่วนหนึ่งเพราะไทยมีฐานการผลิตของบริษัทญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจร่วมเป็นเครือข่ายเดียวกันอยู่แล้ว (ไคเร็ตสึ) อีกทั้งยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอาเซียนที่กำลังจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปีหน้า โดยเฉพาะการเป็นตัวเชื่อมกับกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (CLMV)
หากแต่ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคงไม่ใช่การที่เอสเอ็มอีจากญี่ปุ่นจะเข้ามาทำลายภาคเอสเอ็มอีท้องถิ่นภายในประเทศไทย แต่น่าจะเป็นประเด็นที่ไทยไม่อาจสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากพอมากกว่า
ภาคการเงินการธนาคารนับเป็นตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดที่สุด เพราะต้องเผชิญกับการชิงเค้กจากคลื่นลงทุนญี่ปุ่นระลอกนี้
จิรัชยุติ์ อัมยงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพาณิชย์ธนกิจ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่ธนาคารซึ่งเป็นระดับกลางค่อนไปทางเล็กจะเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดธุรกิจเอสเอ็มอีของญี่ปุ่น เพราะส่วนใหญ่มีสถาบันการเงินท้องถิ่นสนับสนุนทางการเงินและยังต้องเจอกับการแข่งขันสูงกับธนาคารขนาดใหญ่
แต่ใช่ว่าจะอับจนหนทางเสียทีเดียว เพราะธนาคารเองมีจุดแข็งความเป็นเครือข่ายอาเซียน จึงจะเน้นกลยุทธ์เป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในกลุ่มการค้า (เทรด) ที่มองตลาดอาเซียน และธนาคารมีลูกค้ารายใหญ่ญี่ปุ่นที่เชื่อมโยงเอสเอ็มอีแดนปลาดิบได้ เชื่อว่าเป็นช่องทางสำคัญที่เป็นโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วม
“ลูกค้าบิ๊กเนมของญี่ปุ่นเราเข้าไปทำดีลให้อยู่แล้ว ส่วนเอสเอ็มอีญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็เป็นลูกค้าของรายใหญ่เหล่านี้ เราก็จะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีตรงนี้และเครือข่ายอาเซียนที่ถือเป็นจุดขายเข้าไปซัพพอร์ตลูกค้าเอสเอ็มอีญี่ปุ่นที่มองหาตลาดในอาเซียน” จิรัชยุติ์ กล่าว
ขณะที่ธนาคารทหารไทยซึ่งเป็นพันธมิตรกับยามากูชิ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีบริษัทในเครือที่เป็นธนาคาร 2 แห่ง คือ ธนาคารยามากูชิและธนาคารโมมิจิ ในการอำนวยความสะดวกการทำธุรกรรมการเงินถือเป็นการก้าวเข้าไปสู่ตลาดญี่ปุ่นข้างหนึ่งแล้ว
ปพนธ์ มังคละธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสเอ็มอีและซัพพลายเชน ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ส่วนหนึ่งของการเป็นพันธมิตรกับยามากูชิ คือ การแนะนำลูกค้าให้แก่กันและกัน ซึ่งลูกค้าเอสเอ็มอีของ ยามากูชิต้องการมาไทย ก็จะแนะนำให้มาใช้บริการของธนาคาร
อย่างไรก็ตาม ปพนธ์ ยอมรับว่า แม้จะให้ความสนใจในลูกค้าเอสเอ็มอีญี่ปุ่น แต่การที่เข้าไปแข่งขันชิงส่วนแบ่งตลาดญี่ปุ่นไม่ง่าย จะต้องทำแผนธุรกิจ (โมเดล) ที่ชัดเจนว่าจะบุกไปยังช่องว่างตรงไหนได้บ้าง ซึ่งตรงนี้ธนาคารกำลังศึกษาอยู่ ยอมรับว่าอาจจะช้ากว่าคู่แข่งไปบ้าง
“ตลาดเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมาแรงจริง แต่ตอนนี้เรายังต้องหาโมเดลที่ชัดเจนก่อน เพราะคอนเนกชั่นเรายังน้อย ระหว่างนี้เราก็คงเสนอผลิตภัณฑ์ที่เรามีไปก่อน คือ สินเชื่อเอสเอ็มอี3 เท่า ซึ่งหากลูกค้าญี่ปุ่นรายใดขาดเหลือเราจะไปซัพพอร์ตตรงนั้น” ปพนธ์ กล่าว
ด้านธนาคารกสิกรไทยเน้นสร้างการรับรู้แบรนด์และแสวงหาคอนเนกชั่นกับเอสเอ็มอีญี่ปุ่นก่อน โดยคาดหวังที่ตลาดเอสเอ็มอีในเมืองหลวงผ่านโตเกียว เมโทรโพลิแทน ที่มีสมาชิกกว่า 3 หมื่นบริษัท จากเอสเอ็มอีทั้งหมดในโตเกียวประมาณ 4.4 แสนราย ซึ่งคาดว่าเบื้องต้นจะขยายกิจการมายังไทย 5070 ราย หรือคิดเป็นมูลค่าการลงทุน 3,500 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเครื่องจักรและอุปกรณ์หนัก
โดยก่อนหน้านี้ ธนาคารกสิกรไทยได้พยายามเจาะตลาดญี่ปุ่นมาก่อนด้วยการร่วมมือกับธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (เจบิก) และธนาคารท้องถิ่นญี่ปุ่น เพื่อปล่อยกู้ซอฟต์โลนในช่วงน้ำท่วมใหญ่ 2,800 ล้านบาท และก่อนหน้านี้ได้ร่วมมือกับเจบิกเพื่อหนุนนักลงทุนญี่ปุ่นในไทยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม การเจาะเข้าตลาดเอสเอ็มอีญี่ปุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจัยเรื่องชาตินิยมที่นักลงทุนญี่ปุ่นมักจะมองหาธนาคารที่พูดภาษาเดียวกัน มีวัฒนธรรมเดียวกัน และมีสาขาภายในประเทศตัวเองมากกว่า
นอกจากนี้ ความไม่คุ้มทุนยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แบงก์ไทยบางแห่งต้องหันมาทบทวน เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลญี่ปุ่นจะมีทุนสนับสนุนเอสเอ็มอีนอกบ้านผ่านหน่วยงานของตนเองมาแล้ว เช่น เจบิกที่ให้เงินซอฟต์โลนมาส่วนหนึ่งและให้ปล่อยกู้ร่วมกับสถาบันการเงินในไทย บริษัทส่วนใหญ่เลือกที่จะใช้แบงก์จากบ้านของตนเอง ทำให้แบงก์ไทยได้เพียงค่าธรรมเนียมจากการทำธุรกรรม เช่น การโอนเงินเท่านั้น ทำให้บางธนาคารต้องยุบแผนกญี่ปุ่นไปเนื่องจากไม่คุ้มกับต้นทุน
ธนาคารกรุงศรีอยุธยาดูจะมีภาษีดีที่สุดในการรองรับฐานลูกค้าญี่ปุ่นที่มาไทย เนื่องจากมีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ ธนาคารแห่งโตเกียวมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (BTMU) บริษัทในเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) สถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งมียุทธศาสตร์สำคัญ เน้นเจาะลูกค้าสัญชาติซามูไร ตั้งแต่ลูกค้าขนาดใหญ่ เอสเอ็มอีที่เป็นซัพพลายเชน และลูกค้ารายย่อยที่เป็นชาวญี่ปุ่นในไทย
นอกจากความได้เปรียบในฐานะแบงก์ลูกครึ่งญี่ปุ่นที่มีสถานะเป็นธนาคารท้องถิ่นแล้ว กรุงศรียังสามารถระดมทุนในรูปเงินบาทและปล่อยกู้สกุลเงินบาทให้นักลงทุนญี่ปุ่นได้ทันที ทำให้ต้นทุนถูกกว่าแบงก์ญี่ปุ่นอื่นๆ และได้เปรียบในด้านนี้ไป นอกเหนือจากเรื่องเครือข่ายที่แทบจะขยายครบทุกประเทศในอาเซียนแล้ว
สยาม ประสิทธิศิริกุล ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า จุดแข็งจากเครือข่ายระดับโลกของเอ็มยูเอฟจี และจุดแข็งด้านสินเชื่อรายย่อยทั้งกรุงศรี ออโต้ และกรุงศรี คอนซูมเมอร์ มาช่วยสนับสนุนเอสเอ็มอีญี่ปุ่น โดยเฉพาะที่อยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า นอกจากนี้ยังใช้จุดแข็งความเป็นแบงก์ลูกครึ่งช่วยแนะนำจับคู่ทางธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีไทยกับเอสเอ็มอีญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ลูกค้าคนไทยอีกด้วย
ทั้งนี้ นอกจากภาคธนาคารที่ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยแล้ว ยังมีเรื่องที่ไทยต้องเร่งพิจารณาในการดึงดูดทุนญี่ปุ่นรอบใหม่ ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สมบูรณ์ขึ้นและการจัดหาแรงงาน ซึ่งปัจจุบันไทยกำลังเริ่มเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุเช่นกัน อีกทั้งยังมีปัจจัยค่าแรงแพงควบคู่ไปด้วย ซึ่งปัจจัยแรงงานนี้ทำให้ไทยเพิ่งหลุดโผประเทศน่าสนใจในอาเซียน จากการสำรวจของหอการค้าอเมริกันในอาเซียนไปหมาดๆ
กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีญี่ปุ่นระลอกใหม่จึงถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่หลายภาคส่วนต้องเข้าให้ถึง หากไม่อยากเสียเค้กก้อนใหญ่นี้ให้เพื่อนบ้านและทุนจากญี่ปุ่นด้วยกันเอง







