
แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์
....นายศาสตรา
นับจากเริ่มการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 12มี.ค. 2553 จนถึงวันที่ 19 พ.ค. ซึ่งมีการ
“ขอพื้นที่คืน” โดยฝ่ายรัฐบาลเป็นผลสำเร็จ แต่ตามมาด้วยการเผาสถานที่ต่างๆ ทั้งศูนย์การค้า ธนาคาร อาคารพาณิชย์ สถานีโทรทัศน์ และศาลากลางจังหวัด ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยกลไกรัฐแทบจะเป็นอัมพาต ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของราชการและเอกชน มีคนตายไปร่วมร้อยและบาดเจ็บกว่าพันคน ทรัพย์สินเสียหายนับหมื่นนับแสนล้านบาท ทำให้ทุกฝ่ายดูจะวิตกกังวลกับอนาคตของประเทศอย่างยิ่งเมื่อเหลียวมองไปรอบๆ ดูบรรดากลไกรัฐต่างๆ ก็น่าเป็นห่วงว่าจะสามารถแก้ไขเยียวยา ประคับประคองประเทศไปข้างหน้าได้หรือไม่
ตั้งแต่กลไกรัฐสภา แทนที่จะเป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาของประเทศ ก็กลับกลายสภาพเป็นเวทีการเมืองเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ เอารัดเอาเปรียบ และโจมตีใส่ร้ายกัน โดยมีการกล่าวเท็จกลางเมืองเนืองๆ ใช้โวหารที่ไม่สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีที่จะปลูกฝังวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามให้แก่เยาวชนของชาติได้เลย ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา หน้าที่หลักสำคัญของกลไกนี้ คือ งานด้านนิติบัญญัติ มีผลผลิตต่ำอย่างยิ่งทั้งปริมาณและคุณภาพ
ในส่วนของกลไกระบบราชการ ก็ไร้ประสิทธิภาพอย่างยิ่ง ทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร ดังเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าวงการตำรวจมากไปด้วย
“ตำรวจมะเขือเทศ” ที่นอกจากจะไม่สามารถหยุดยั้งการเผาทำลายทรัพย์สินกลางบ้านกลางเมืองได้แล้ว ยังปรากฏภาพตำรวจออกอาการลิงโลดกับอาชญากรรมร้ายแรงเหล่านั้นด้วย ผู้ต้องหาคดี “ก่อการร้าย” คนสำคัญอย่างนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ก็มีข่าวว่าหนีออกนอกประเทศไปแล้ว โดยการช่วยเหลือของตำรวจยศสูง ในส่วนของทหารก็ปรากฏ “ทหารแตงโม” และข้าราชการพลเรือนก็มีมากมายที่ “เกียร์ว่าง” จนศาลากลางจังหวัดหลายแห่งถูกเผาทำลายไปกลไกของรัฐและกลไกสังคมอื่น เช่น ระบบยุติธรรมทั้งระบบ และสื่อมวลชนก็อ่อนแอและขาดความน่าเชื่อถือ องค์กรอิสระที่ควรเป็นความหวังของประชาชน หลายองค์กรก็แทบจะแสดงบทบาทไม่ได้ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่พอจะออกมามีบทบาท คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ดูจะยัง
“คลำเป้า” ไม่เจอที่น่าเป็นห่วงที่สุด ก็คือ ความแตกแยกของประชาชน ที่แบ่งเป็นสองขั้วชัดเจน คือ ขั้วของคนที่
“รัก” และ “เกลียด” ทักษิณ ที่แตกแยกร้าวลึกลงไปถึงหน่วยพื้นฐานของสังคมคือ ครอบครัวขณะที่ ฝ่ายที่ต้องการสร้างปัญหา ยังคงมีศักยภาพสูงในการทำลายล้าง เพราะมีทั้ง
“ความแค้น” และคนที่พร้อมจะแก้แค้น โดยมีเงินทุนมหาศาลที่พร้อมจะทุ่มเทเข้ามาทำงาน โดยน่าเชื่อว่าจะเปลี่ยนรูปจากการชุมนุมเรียกร้องโดยเปิดเผย เป็นการปฏิบัติการ “ใต้ดิน” โดยการก่อวินาศกรรมตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอนาคตของประเทศดูเหมือนจะมืดมน และดูคนทั่วไปจะหวาดวิตก ว่า คนไทยเราจะสามารถฟันฝ่าสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปได้หรือไม่
สำหรับผู้เขียน เชื่อว่าได้
แสงสว่างปลายอุโมงค์ของประเทศขณะนี้ก็คือ จุดแข็งของคนไทย นั่นเอง
นอกจากเอกลักษณ์สำคัญสามประการของคนไทย คือ รักอิสรเสรี ไม่ชอบความรุนแรง และเก่งในการประสานผลประโยชน์ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้คนไทยดำรงความเป็นชาติไทยมาจนทุกวันนี้แล้ว คนไทยยังมีจุดแข็งสำคัญอีกหลายประการที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาในสถานการณ์ปัจจุบัน
ประการแรก คนไทยโดยทั่วไป เป็นคนลืมง่าย เพราะอิทธิพลของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ที่มุ่งเน้นเรื่อง พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้คนไทยโดยมาก ไม่ยึดติด ไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น อย่างอุดมการณ์ของนวนิยายกำลังภายในของจีน ที่ยึดมั่นในหลัก
“บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ”ประการที่สอง นอกจากไม่ยึดมั่นในเรื่องตัวตนแล้ว คนไทยโดยทั่วไปยังไม่ยึดมั่นในอุดมคติ อุดมการณ์ แต่จะยึดในหลักปรัชญา
“สัมฤทธิ์คติ” (Pragmatism) หรือที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แปลง่ายๆ ว่า “ทำได้เป็นดี” ไม่เป็นพวกอุดมคตินิยม (Idealism) ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ แม้จะรุนแรง ใหญ่โต แต่จะไม่ยืดเยื้อเรื้อรังอย่างในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องของอุดมการณ์ศาสนาและเชื้อชาติโดยตรงประการที่สาม คนไทยทั่วไปเชื่อในเรื่อง
“อภัยทาน” ว่าเป็นทานสูงสุด แม้จะเกิดกรณีที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งประกาศเป็นเขตอภัยทานแล้วก็ยังมีการฆ่ากันตายก็ตาม มิใช่ “ปทัสถาน” ทั่วไปของคนไทย กรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายจะต้องทำความกระจ่างต่อไปประการที่สี่ คนไทยทั่วไปมีความอดทนสูง เพราะเราสอนเรื่อง
“ขันติ” กันอย่างกว้างขวางในสังคมไทยประการที่ห้า คนไทยส่วนใหญ่เชื่อใน
“กฎแห่งกรรม” ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แม้กลไกสังคมจะไม่สามารถสร้างกรณีตัวอย่างให้คนไทยเชื่อมั่นในกลไกรัฐและสังคมที่สนับสนุนกฎนี้ แต่ในส่วนลึกคนไทยก็ยังเชื่อในกฎนี้จุดแข็งเหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยมิให้ความแตกแยก และความรุนแรงต่างๆ บานปลายไปเหมือนในประเทศอื่นที่ประชาชนยึดในหลักการและอุดมการณ์มากกว่า รัฐบาลและทุกองคาพยพของสังคมไทยจะต้องมองให้เห็นจุดแข็งเหล่านี้ของคนไทย สร้างความปรองดองที่แท้จริงให้เกิดขึ้นให้จงได้
รัฐบาลไทย คนไทย และประเทศไทย นับว่าโชคดีที่ผ่านเหตุการณ์วันที่ 19
–20 พ.ค. มาได้ โดยเสียเลือดเนื้อไปไม่มากจนเกินไปนัก โดยไม่ต้องใช้ “ยาแรง” ซึ่งเป็น “ยาอันตราย” คือ การรัฐประหาร ซึ่งแทนที่จะช่วยให้ “หายไข้” กลับจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนทำให้ไข้หนักขึ้นจนอาจแก้ไขเยียวยาไม่ได้รัฐบาลและคนไทยทุกคน จะต้องเชื่อมั่นในคนไทย ซึ่งมีจุดแข็งมากมาย ใช้จุดแข็งทั้งหลายเหล่านี้ ฟันฝ่าปัญหาไปให้ได้ ตามแนวทางปรองดองที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ประกาศไว้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องแล้ว







