
โอกาสสุดท้ายของการปฏิรูปประเทศ (จบ)
....สีลาภรณ์ บัวสาย
เราจะประคับประคองการอยู่ร่วมกันของคนในชาติไปพร้อมๆ กับการผ่าตัดแก้ปัญหาภายใต้เงื่อนไขใหม่นี้ได้อย่างไร
อันดับแรก คือ การยอมรับความจริงและเปิดเผยความจริงของสภาพความไม่เป็นธรรมความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในจุดต่างๆ รัฐบาลควรใช้ช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัยในการเปิดรับข้อมูลความเห็นจากประชาชนที่ทุกข์ยาก แล้วนำมาวิเคราะห์ปัญหาสาเหตุ เพื่อวางแนวทางการแก้ไขทั้งระยะสั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาอย่างถึงรากถึงโคน รวมทั้งสนับสนุนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้คนทั้งสังคมได้รู้ข้อเท็จจริงทั้งด้านบวกและลบของสังคมไทย นักวิชาการต้องพยายามเอา
“สาร” มาเผยแพร่ผ่าน “สื่อ” ื่อ"ยแพร่ผ่าน "งคมไทยเป็นอย่างไร นักวิชาการ และผู้ที่เก่งการใช้ ล่วงหน้า 2 ปี หรือกว่านั้น จนกว่าจะได้ทำสถานกรณ์ก็เปลี่ยนไปแล้วและผู้ที่เก่งการใช้ Internet ช่วยกันแพร่ออกไปให้เกิดการถกเถียงของคนในสังคม เพราะความจริงเป็นเสมือนแสงสว่างให้เราช่วยกันค้นหาทางออกร่วมกันได้ งานนี้ภาคประชาชนน่าจะเป็นพระเอกที่ช่วยทำให้เกิดเป็นจริงได้มากกว่าภาครัฐอันดับสอง เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะต้องคิดใหม่เกี่ยวกับกลไกบริหารจัดการที่ก้าวหน้าและเร็วพอจะจัดการกับปัญหาได้ทันสถานการณ์ ไม่ใช่ว่าอะไรก็โยนไปให้สภาพัฒน์ ซึ่งคิดได้แต่เรื่องทิศทางใหญ่ในภาพรวม หรือโยนให้กระทรวงต่างๆ ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติ แต่ก็มีกฎระเบียบที่ทำให้ไม่คล่องตัว ไม่อาจสร้างนวัตกรรมในการแก้ปัญหาได้ แถมยังติดด้วยเงื่อนไขระบบงบประมาณซึ่งไม่ปล่อยอำนาจพิจารณาออกจากมือ และกำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องคิดโครงการล่วงหน้า 2 ปี หรือกว่านั้น
จนกระทั่งกว่าจะได้ทำสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว กลไกบริหารจัดการใหม่ๆ นี้ได้เกิดขึ้นบ้างแล้ว เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบาลประชาธิปัตย์เอง เมื่อปี 2542 และได้ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านแนวคิดและการบริหารจัดการในวงการสาธารณสุข สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งตั้งขึ้นก่อนหน้า ก็เป็นอีกกลไกที่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวประสานและเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ตลอดจนทำให้วิทยาศาสตร์เข้ามาใกล้ชีวิตและการทำงานของผู้คนทั่วไปมากขึ้น
หน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้มาแทนที่หน่วยงานเดิมแต่เป็นตัวช่วยให้หน่วยงานเดิมทำงานประสานข้ามหน่วยเพื่อตอบโจทย์ใหม่ๆ ของยุคปัจจุบัน เห็นเป้าหมายร่วมและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในยุคทักษิณ ได้มีการตั้งหน่วยงานเพื่อเป็นกลไกสร้างการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกหลายหน่วย เช่น ตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อเป็นกลไกปรับระบบราชการพลเรือนให้ก้าวหน้าและสามารถตอบสนองการแก้โจทย์ที่รัฐบาลตั้งได้มากขึ้น
มีการตั้งสำนักงานผู้แทนการค้าไทยเพื่อประสานการทำงานที่เชื่อมตรงกับนโยบายรัฐบาล ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการต่างประเทศและกรมเจรจาการค้าของกระทรวงพาณิชย์ มีการตั้งสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการศึกษา เป็นต้น หน่วยงานเหล่านี้บางอันก็ทำงานได้ดี บางหน่วยก็ไม่ประสบความสำเร็จจนถูกยุบไป
ประเด็นสำคัญ คือ รัฐบาลต้องมองให้ออกว่าการจะปฏิรูปประเทศไม่สามารถใช้กลไกเดิมทำได้ แต่ต้องการกลไกใหม่เติมเข้ามาเป็นตัวเชื่อมประสาน หรือตัวเร่งปฏิกิริยาให้กลไกที่มีอยู่เดิมทำงานได้ดีขึ้น และต้องหาคนมีฝีมือจริงๆ มาทำงานในกลไกใหม่นี้ ตอนนี้มีสัญญาณที่แสดงว่ารัฐบาลก็เริ่มเข้าใจ จากการที่นายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศตั้ง สสส. ด้านการศึกษา เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในวงการศึกษา แต่เราก็ยังต้องการองค์กร/กลไกเช่นเดียวกันนี้ในอีกหลายด้านโดยเฉพาะด้านการเกษตร การพัฒนาชนบท ด้านแรงงาน ด้านการค้าระหว่างประเทศภายใต้การเปิดการค้าเสรี และด้านการกระจายอำนาจ
อันดับสาม ที่รัฐบาลต้องรีบทำ คือ การผลักดันกฎหมายสำคัญที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ รัฐบาลมีแนวคิดและได้เริ่มผลักดันภาษีที่ดินซึ่งเป็นประโยชน์มากไปแล้ว ยังมีอีกหลายตัวที่น่าจะผลักดัน เช่น การเก็บภาษีหุ้น ภาษีมรดก ตลอดจนการทบทวนแนวทางในการให้สัมปทานในกิจการใหญ่ของรัฐที่จะทำให้ผลประโยชน์ไปกระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มเดียวหน้าเดิมๆ การลดความเสียเปรียบของธุรกิจขนาดกลางเล็ก การดูแลสวัสดิการและหลักประกันสำหรับแรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ การยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยในเศรษฐกิจนอกระบบ การจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่รีดไถอันเป็นการทำให้ต้นทุนการทำมาหากินของคนจนสูงขึ้น เป็นต้น
อันดับสี่ คือ การผลักดันการกระจายอำนาจให้เกิดผลเป็นจริง รัฐบาลจะต้องคิดเรื่องกลไกใหม่ที่จะเป็นตัวไปกระตุ้นหรือเปลี่ยนวิธีทำงานของหน่วยงานนโยบาย หน่วยงานส่งเสริม ตลอดจนหน่วยงานจัดสรรงบประมาณ และหน่วยงานตรวจสอบให้สามารถสร้างระบบการปกครองตนเองของท้องถิ่นที่เป็นจริงให้ได้ เพราะการเติบโตของประเทศที่รวมศูนย์ไว้ที่กรุงเทพฯ ทำให้ทั้งเสี่ยงต่อการล้มของเศรษฐกิจภาพรวมได้มาก ดังจะเห็นได้จากทั้งกรณีการยึดสนามบินสุวรรณภูมิ การยึดราชประสงค์ และยังเป็นการถ่วงหรือปิดกั้นโอกาสสร้างความเติบโตของพื้นที่และธุรกิจนอกเมืองหลวงด้วย ประเทศที่จะแข่งขันได้
ภายใต้ระบบการค้าเสรีจะต้องเปิดโอกาสและเสริมแรงให้เรือลำเล็กลำน้อยสามารถแล่นออกทะเลใหญ่ได้เพื่อสำรวจค้นหาศักยภาพและโอกาสใหม่ในโลกการค้าเสรี เราเห็นได้ชัดว่าการที่รัฐไม่ได้กระจายอำนาจอย่างจริงจังโดยเฉพาะกระจายอำนาจทางการเงินการคลัง ทำให้พื้นที่ต่างๆ ไม่กล้าเดินออกนอกเส้นทางเดิมๆ ได้แต่เดินตามร่องน้ำเดิมของเรือใหญ่ที่ทั้งแล่นช้าและไม่คล่องตัว
ถ้าหันไปดูประเทศจีนและเวียดนามจะเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของมณฑลหรือเขตปกครอง บางทีเร็วกว่าของประเทศเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเกิดจากเงื่อนไขการกระจายอำนาจให้มีการปกครองตนเองของพื้นที่ต่างๆ เป็นเงื่อนไขสนับสนุนที่สำคัญ
ถ้ารัฐบาลทำเรื่องเหล่านี้ได้จริงจังจะเป็นการวางโครงสร้างเพื่อสร้างโอกาสใหม่และความเป็นธรรมตามข้อเรียกร้องของประชาชน นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของการปฏิรูปประเทศ หากเราไม่อยากเห็นการปฏิวัติประชาชนที่อาจจะสร้างความสูญเสียเลือดเนื้อและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตของประเทศได้มากกว่าที่เราพบเจอมาในวิกฤตครั้งนี้







