posttoday
รัฐบาลลอยตัว....ข้อหาบริหารเศรษฐกิจเหลว

รัฐบาลลอยตัว....ข้อหาบริหารเศรษฐกิจเหลว

01 มิถุนายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่พ่วง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ติดร่างแห ด้วยข้อหาหนักอย่างน้อย 3 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 บริหารเศรษฐกิจล้มเหลว ไม่ฟื้นตัว

ประเด็นที่ 2 ทำแต่เรื่องกู้เงิน จนประเทศเป็นหนี้สินล้นพ้นตัวพุ่งสูงถึง 60% ของจีดีพี

และประเด็นที่ 3 บริหารเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้เกษตรกรคนจนลำบาก

ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ข้าวเหลือตันละ 6,000 บาท จากที่รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีราคาสูงถึงตันละ 1.2 หมื่นบาท

ข้อหาต่างๆ นานาที่ฝ่ายค้านโจมตีการบริหารงานของ รมว.คลัง ฟังดูผิวเผินอาจได้อารมณ์ “เอามัน” พอถูๆ ไถๆ ไปได้ว่า การบริหารเศรษฐกิจในมือรัฐบาลชุดนี้ ย่ำแย่ ตกเหวได้ขนาดไหน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาข้อเท็จจริงตัวเลขเศรษฐกิจทั้งสามข้อ จะพบว่าข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านอ่อนเบา

อ่อนจนสะท้อนให้เห็นได้ว่าไม่มีทีมเศรษฐกิจชั้นดีที่อ่านข้อมูลทางเศรษฐกิจได้ทะลุปรุโปร่ง ว่าอะไรควรเลี่ยงไม่นำมาโจมตี และอะไรมันแย่ที่ควรเอามาเปิดแผลรัฐบาล

ในประเด็นที่ 1 เมื่อดูข้อมูลทางเศรษฐกิจ รัฐบาลของนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ จะพบว่า รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศต้นปี 2552 ต่อจากรัฐบาลนายสมัคร และรัฐบาลนายสมชาย วงสวัสดิ์ นั้นเศรษฐกิจย่ำแย่ตกอยู่ก้นเหวในไตรมาสแรกปี 2552 ติดลบ 7.1%

ดัชนีจีดีพีติดลบแดงเถือก มีเพียงการใช้จ่ายภาครัฐเท่านั้นที่ขยายตัวอยู่หมวดเดียว

หลังจากนั้นรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจล็อตใหญ่ผ่านงบกลางปี ฉีดเงินเข้าสู่ระบบ ทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2552 เริ่มขยับติดลบน้อยลง

นอกจากการบริโภคภาครัฐที่ขยายตัว การลงทุนภาครัฐก็เริ่มฟื้นตามมาเป็นฟันเฟืองที่ค่อยๆ หมุนจนครบรอบ

ต่อมารัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลาง ผ่านปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 1.43 ล้านล้านบาท เริ่มมีการขยับเบิกจ่ายได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปี 2552 จากทั้งสองมาตรการทั้งกระตุ้นระยะสั้น และกลาง กับผลพวงที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้เร็ว และการตั้งงบประมาณปี 2553 ขาดดุลกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง

ทั้งหลายทั้งปวงส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาส 4 กลับมาขยายตัวเป็นบวกครั้งแรกของปี 2552 ที่ระดับ 5.9%

ที่สำคัญจะเห็นปัจจัยที่ติดลบเป็นตัวแดง ขยายตัวเป็นเขียวกว่าครึ่ง ไม่ว่าจะการบริโภคภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชน และการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงในการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

นอกจากนี้ การขยายตัวไตรมาสแรกปี 2553 ที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพิ่มประกาศไปสดๆ ร้อนๆ ที่ขยายตัวได้ถึง 12%

ตัวเลขจีดีพีที่เป็นรูปธรรมเป็นตัวสะท้อนข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่โจมตีการทำงานทีมเศรษฐกิจของรัฐ ค่อนข้างอ่อนด้อยด้วยเหตุผล

เมื่อตัวเลขแสดงให้เห็นว่าการบริหารเศรษฐกิจที่การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยเฉพาะไตรมาสแรกปีนี้ ที่ดัชนีทุกตัวขยายตัวเขียวเต็มกระดาน

ประเด็นที่ 2 ที่ฝ่ายค้านพยายามโจมตี ยัดเยียดให้นายกรณ์ เป็น“นักกู้สิบทิศ” สร้างหนี้ให้กับคนทั้งประเทศ ก็พบว่าข้อเท็จจริงที่ฝ่ายค้านนำมาอ้างว่าหนี้ต่อจีดีพีที่จะพุ่งไปถึง 60% ก็เป็นข้อมูลเก่าไม่มีการติดตามให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน

รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศปี 2552 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีอยู่ที่ 38% จากปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 1.43 ล้านบาท ที่ต้องมีการกู้เงิน 8 แสนล้านบาท จากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อย่างละ 4 แสนล้านบาท รวมกับต้องกู้ขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะประเมินว่าหนี้สาธารณะจะขึ้นไปสูงสุดที่ 60% ในปี 2555

แต่ในความเป็นจริง การเริ่มกู้โครงการไทยเข้มแข็งทำให้หนี้สาธารณะสิ้นปี 2552 อยู่ที่ 44% และปัจจุบันหนี้สาธารณะลดลงอยู่ที่ประมาณ 4142% เท่านั้น สาเหตุมาจากเศรษฐกิจที่เป็นฐานในการคิดคำนวณขยายตัวได้ดีขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้ลดลง ทั้งที่มีการกู้จำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีข้อเท็จจริงว่า การเก็บรายได้ปี 2553 จะดีกว่าเป้าถึง 2 แสนล้านบาท รวมกับรายได้พิเศษยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อีก 4.6 หมื่นล้านบาท ทำให้รัฐบาลตัดสินใจล้มการกู้เงินจากการออก พ.ร.บ. อีก 4 แสนล้านบาท เพราะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ สามารถใช้เงินจากงบประมาณได้ตามปกติ

การทำเช่นนั้นจะส่งผลให้การกู้เงินของไทยไม่มีวันไปถึง 60% ของจีดีพีตามที่ฝ่ายค้านพยายามจะโจมตีตั้งแต่เช้ายันเย็นได้

โดยล่าสุด สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ประเมินว่า หนี้สาธารณะจะขึ้นไปสูงสุดไม่เกิน 54% ของจีดีพีเท่านั้น

สุดท้าย ประเด็นที่ 3 บริหารเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้เกษตรกรคนจนลำบากราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เรื่องนี้ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมารัฐบาลก่อนหน้านี้ใช้วิธีการจำนำและให้ราคาจำนำที่สูงเกินจริงกับเกษตรกร ส่งผลให้เกษตรกรได้ราคาข้าวดีจริง แต่รัฐบาลก็เสียหายเป็นแสนล้านจากการจำนำเช่นกัน ส่วนราคาพืชผลที่ลดลง ก็เป็นการสะท้อนราคาตลาด

โดยรัฐบาลใช้ระบบประกันราคาเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร เป็นการประกันว่าเกษตรกรมีกำไรแน่นอน แต่ก็ต้องยอมรับว่าราคาที่ได้ไม่หวือหวาเท่ากับราคาจำนำ เพราะนั้นเป็นราคาที่เกินความเป็นจริง

ข้อกล่าวหานี้ยังมีจุดอ่อนให้เห็นว่า การใช้วิธีการรับจำนำระบบเก่ามีเกษตรกรได้ประโยชน์ปีละ 8 แสนรายเท่านั้น แต่ระบบการประกันราคามีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์กว่า 4.8 ล้านราย ซึ่งเห็นว่าเป็นการกระจายผลประโยชน์ไปสู่เกษตรกรในวงที่กว้างกว่า และที่สำคัญระบบประกันราคาไม่ได้ทำให้รัฐบาลเสียหายทุจริตคอร์รัปชันเป็นหมื่นล้านแสนล้านเหมือนระบบรับจำนำที่ผ่านมา

นายกรณ์ยังอาจใช้ข้อกล่าวหานี้โฆษณานโยบายแก้หนี้นอกระบบกว่า 1 ล้านราย ที่กำลังเดินหน้าเข้ามาอยู่ในระบบให้ได้ภายในเดือน มิ.ย. เพื่อเป็นการแก้ต่างว่า รัฐบาลไม่เคยมองข้ามรากหญ้า และหามาตรการช่วยเหลือปากท้องอย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้การตีหัว รมว.คลังประจานว่าบริหารเศรษฐกิจล้มเหลว ทอดทิ้งรากหญ้า ของฝ่ายค้าน นอกจากไม่สามารถดิสเครดิตรัฐบาลได้แล้ว แถมยังเปิดช่องให้รัฐบาลโฆษณาตีฆ้องร้องป่าวมาตรการทางเศรษฐกิจที่ทำมาและกำลังส่งผลให้เศรษฐกิจดีวันดีคืนให้กับคนทั้งประเทศได้ฟัง

เห็นทีรัฐบาลจะได้ใจบริหารประเทศ บริหารเศรษฐกิจยาวขอทำงบประมาณปี 2555 อีกปี อาจทำให้ฝ่ายค้านนั่งอิจฉา...ตาร้อนผ่าว

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ