posttoday
กำจัดจุดอ่อนประเทศไทย

กำจัดจุดอ่อนประเทศไทย

01 มิถุนายน 2553

 

 

....ชาลอต โทณะวณิก

ได้มีการหยิบยกประเด็นการ RebuildRebrand ประเทศไทยหลังวิกฤต ซึ่งหากจะทำแล้วเป้าหมายของการปรับปรุงภาพลักษณ์ในประเทศคราวนี้ คือ Inside Out ที่คนในประเทศจะต้องมีศูนย์รวมความเข้าใจ การยอมรับในเรื่องเดียวกันก่อน เนื่องจากต้นเหตุของปัญหานั้นมาจาก “ความแตกแยกทางความคิด” เป็นหลัก

จุดอ่อนที่เป็นที่กล่าวถึงกันมากจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เรื่องของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ที่ในอดีตไม่มีการหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นอย่างเป็นทางการ เป็นเพียง “ความรู้สึก” ที่อยู่ข้างใน

คราวนี้ถึงขนาดมีการยกประเด็น “อำมาตย์” กับ“ไพร่” ขึ้นมา ให้เกิดความรู้สึกมีชนชั้น

คำว่า “ชนชั้น” ใน พ.ศ. 2553 ไม่ใช่แบบที่มีท่านเจ้าคุณกับนางทาสอย่างที่พยายามยก วรรณะ หรือ Class มาเป็นประเด็น เป็นความแตกต่างทางด้าน “โอกาส” ทางสังคม ที่นับวันจะยิ่งมีช่องว่างมากขึ้น และหากเราดูให้ลึกซึ้ง ผู้ที่ทำให้มีความรู้สึกในความไม่เท่าเทียมกันนั้น มาตั้งแต่การเมืองที่แม้แต่ข้าราชการยังได้รับผลกระทบจากการแต่งตั้ง โยกย้าย ล้วงลูก เพราะค่าของคนอยู่ที่คนของใคร

ดังนั้น หากจะลดความรู้สึกต่างๆ ด้านความไม่เท่าเทียมกันทางสังคมแล้ว ควรจะต้องเริ่มจากฝ่ายการเมืองที่ “หยุดเพื่อชาติ” คือ หยุดล้วง หยุดเอาผลประโยชน์ ทำทุกอย่างให้โปร่งใส เพียงแค่นี้ คนก็จะรู้สึกดีขึ้นว่า ความชอบธรรม (ไม่ใช่ชอบทำ) ได้เกิดขึ้น

จุดอ่อนที่สำคัญจากเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ คนบางส่วนของประเทศรู้สึกถูกละเลย และหลักๆ เลยคือทางอีสาน ซึ่งเป็นเกษตรกรเป็นหลัก ทำให้เกิดช่องว่างทางสังคม และหากมีใครที่ทำให้เค้ารู้สึกว่าความเป็นอยู่เค้าดีขึ้น ก็ต้องนิยมชมชอบคนคนนั้นเป็นธรรมดา

การกำจัดนี้คงไม่ใช่การแจกเงินประเภทเงินผันเงินผวน แต่ควรเป็นการที่ทำอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้ต่อเนื่องอย่างยั่งยืน

การส่งเสริมภาคเกษตรกรรมควรมีการทำเป็นระบบและรวดเร็ว โดยเฉพาะในปีนี้ที่จะแล้งหฤโหด แถมยังมีปรากฏการณ์ธรรมชาติที่จะทำให้ผลิตผลไม่เป็นไปตามที่คาด หากเกษตรกรยากจนลงจะยิ่งทำให้ช่องว่างและความแตกแยกมีมากขึ้น

เห็นรัฐบาลเข็นมาตรการช่วยธุรกิจที่ประสบปัญหาจากวินาศภัยแล้วก็ชื่นชมว่าขยับได้รวดเร็ว และออกมาเป็นชุดๆ เช่น กู้ด่วน ปลอดดอก ทำให้อยากเห็นมาตรการที่จะช่วยเกษตรกรที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้ออกมาด่วนๆ แบบนี้บ้าง เพราะหากไม่มีมาตรการอะไร คนในชนบทจะรู้สึกว่า ประเทศไทยมีแค่กรุงเทพฯ

จุดอ่อนที่มีการกล่าวไปแล้วคือ เรื่องของการศึกษาที่ต้องเร่งให้เกิดมาตรการการศึกษาที่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ ไม่ใช่เกิดการกระจุกตัว

สิ่งที่จะสร้างความจริงที่สัมผัสได้อีกประการ คือ เรื่องของสาธารณสุข ควรให้มีการดูแลสุขภาพของประชาชน รวมถึงการดูแลสวัสดิการด้วย เพราะคนไทยใช้ยาเกินความจำเป็นเยอะมาก เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรจะต้องเสียหากระบบสาธารณสุขดีพอ

หากรัฐบาลทำให้เป็นเรื่องที่จับต้องได้ จะทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่ามีอะไรที่ถึงตัว มีรายได้เพิ่มขึ้น หรือมีค่าใช้จ่ายน้อยลง ช่องว่างก็จะลดลง มีการสำรวจพบว่า ความแตกต่างของรายได้ระหว่างคนในกรุงเทพฯ กับภาคอีสานห่างกันถึง 13 เท่า จึงไม่น่าแปลกใจที่คนอีสานจะมีความรู้สึกเหลื่อมล้ำมาก

ดิฉันได้ไปภูเก็ตมาในช่วงวันหยุด 3 วันที่ผ่านมา พบว่าผลกระทบที่มีมาถึงก็คือ การที่นักท่องเที่ยวหดหายไป แม้ว่าเป็น Low Season อยู่แล้ว แต่นักท่องเที่ยวก็หายมากกว่าปกติ ผลกระทบคราวนี้ยิ่งกว่าการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่ฟื้นได้เร็วมาก เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่บอกว่ามันเป็นเรื่องเหนือการควบคุม แต่คราวนี้ผลกระทบก็คือ เรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นหลัก ที่นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะประเทศที่ห่างไกลต้องการความมั่นใจ

หากเราไม่สามารถกำจัดจุดอ่อนหลักในประเทศคือ ความแตกแยก ซึ่งสาเหตุหลักครั้งนี้มาจากความเหลื่อมล้ำในสังคมแล้ว มันคงเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดได้อยู่ตลอดเวลา

เมื่อเป็นดังนี้ ต่อให้มี Package การท่องเที่ยวแบบลดแลก แจก แถม อย่างไร ไม่มีใครกล้าเสี่ยงมาเที่ยวแน่ การกำจัดจุดอ่อนที่เปราะบาง คือ ความรู้สึกแบ่งแยก ความรู้สึกเหลื่อมล้ำที่มีคนพยายามจี้จุดอยู่ คงต้องเป็นวาระเร่งด่วน ก่อนจุดอ่อนจะกลายเป็นจุดแข็ง คือ เป็นก้อนเนื้อร้าย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท