
โลกเตรียมรับน้ำมันขาลงศก.โตชะลอ ฉุดดีมานต์
มีเรื่องให้นักลงทุนทั่วโลกต้องประหลาดใจระคนตื่นเต้นอีกแล้ว เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในตลาดลอนดอน
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
มีเรื่องให้นักลงทุนทั่วโลกต้องประหลาดใจระคนตื่นเต้นอีกแล้ว เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนต์ในตลาดลอนดอน งวดส่งมอบเดือน ต.ค. ปรับตัวลดลง 62 เซนต์ ปิดตลาดที่ 100.22 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยที่ก่อนหน้านี้หลังเปิดตลาดไม่นานราคาน้ำมันดิบเบรนต์แกว่งตัวลงต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2013 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในตลาดสหรัฐ งวดส่งมอบเดียวกัน ปรับลง 63 เซนต์ ปิดตลาดที่ 92.66 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำสถิติต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา
เท่านั้นยังไม่พอ ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงยังส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทด้านพลังงานน้ำมันปรับตัวลดลงตามไปด้วย เห็นได้จากดัชนีพลังงานเอสแอนด์พี (เอสแอนด์พี เอ็นเนอร์จี อินเด็กซ์ เอสพีเอ็น) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ปรับตัวลดลง 1.6% โดยหุ้นของเอ็กซอน โมบิล บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งปรับตัวลดลง 1.5% และหุ้นของชลัมเบอร์เกอร์ที่ปรับลด 2.1% ถือเป็นหุ้นพลังงานที่มีการปรับตัวลดลงมากที่สุด จนฉุดการซื้อขายของตลาดเอสแอนด์พี 500 ทั้งกระดาน
กระทั่งเมื่อพิจารณาจากสภาพการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมันในช่วงที่เหลือนับต่อจากนี้ของปีนี้ มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างชัดเจนแน่นอนแล้ว
ทั้งนี้ ต้องเกริ่นเล็กน้อยว่าสาเหตุที่ทำให้นักลงทุนในตลาดประหลาดใจกับสภาพการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงจนน่าใจหาย เป็นเพราะก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งคาดการณ์กันไว้ว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมีปัญหาความตึงเครียดในอิรัก และปัญหาความขัดแย้งในยูเครน ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลว่าปัญหาดังกล่าวจะกระทบต่อการผลิตน้ำมัน และเป็นชนวนที่ผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น
ประกอบกับตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) หนึ่งในมาตรวัดการเติบโตของสหรัฐที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ จนเป็นสัญญาณฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของมหาอำนาจที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะมีส่วนทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะทำให้น้ำมันมีราคาแพง
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการคาดการณ์ข้างต้นจะพลิกกลับตาลปัตร เมื่อราคาซื้อขายน้ำมันดิบเบรนต์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลดต่ำลงกว่าระดับ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปีเศษๆ
คำถามที่ตามมาก็คือ เกิดอะไรขึ้นกับราคาน้ำมัน เพราะอะไร และสถานการณ์ขณะนี้คือตัวบ่งชี้ว่าน้ำมันอยู่ในช่วงขาลงใช่หรือไม่
เหตุผลแรกสุดที่นักวิเคราะห์น้ำมันจากหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ให้น้ำหนักก็คือ ตัวเลขข้อมูลทางเศรษฐกิจจากสหรัฐและจีน สองชาติมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลก และเป็นสองชาติที่มีการบริโภคน้ำมันในลำดับ 1 และ 2 ของโลก
สำหรับกรณีของสหรัฐก็คือรายงานการจ้างงานในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีตำแหน่งงานในตลาดเพิ่มขึ้นเพียง 1.42 แสนตำแหน่ง นับเป็นการเพิ่มตำแหน่งงานรายเดือนที่น้อยที่สุดของปี จนทำให้ความหวังที่ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐเพิ่มอัตราเติบโตได้มากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ต้องมีการพิจารณาทบทวนอีกครั้ง
ขณะที่ในส่วนของประเทศจีน ปริมาณการนำเข้าประจำเดือน ส.ค. ที่ปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่สองติดต่อกันจนเหลือ 2.4% กลายเป็นสัญญาณที่ทำให้นักลงทุนเริ่มวิตกว่า ความต้องการบริโภคสินค้าและบริการของจีนกำลังอ่อนแอลง ยิ่งเมื่อมีรายงานเกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์จีนที่กำลังซบเซา ก็ยิ่งทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวช้าลงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เมื่อการเติบโตของพญาอินทรีและพญามังกร สองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง ย่อมมีผลสะเทือนต่อการผลิตและการส่งออกของเกือบทุกประเทศทั่วโลก เนื่องจากสหรัฐและจีนถือเป็นตลาดบริโภคขนาดใหญ่สำหรับหลายๆ ประเทศ จนท้ายที่สุดก็ทำให้ปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนที่ขาดไม่ได้ในทุกส่วนของกระบวนการผลิตสินค้าและบริการลดน้อยลงไปด้วย
ทั้งนี้ นอกจากปริมาณความต้องการบริโภคน้ำมันทั่วโลกที่มีแววลดลงแล้ว สถานการณ์ความตึงเครียดของประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก เช่น ลิเบียและอิรัก ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีผลกระทบต่อปริมาณสำรองน้ำมันในตลาดแต่อย่างใด
หากยังจำกันได้ ช่วงที่เกิดวิกฤตในอิรักและเหตุวุ่นวายในลิเบีย ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ดีดตัวพุ่งทะลุ 115 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เนื่องจากนักวิเคราะห์และนักลงทุนต่างวิตกว่าปัญหาดังกล่าวจะทำให้การผลิตน้ำมันหยุดชะงักจนกระทบต่อปริมาณซัพพลายน้ำมันในตลาด
ขณะเดียวกัน ปริมาณซัพพลายน้ำมันยังไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง เนื่องจากได้ปริมาณการผลิตน้ำมันในแถบอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะสหรัฐเข้ามาชดเชยทดแทน ทำให้ปริมาณน้ำมันสำรองในคลังของหลายประเทศ โดยเฉพาะในชาติเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่ อีริค ลี นักวิเคราะห์พลังงานจากซิตี้กรุ๊ป ประเมินว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองในถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่มากถึง 30 ล้านบาร์เรล ขณะที่ซีเอ็นบีซีรายงานว่าการผลิตน้ำมันของสหรัฐในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา สูงถึง 8.6 ล้านบาร์เรล/วัน
“การคาดการณ์ในระยะยาวสำหรับน้ำมันดิบ คือ ราคามีแววว่าจะลดลงไปอยู่ที่ 70-90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และขณะนี้ราคาน้ำมันโลกก็กำลังมุ่งหน้าไปในทางนั้น” ลี กล่าว
ความเห็นของลีสอดคล้องกับ คาร์สเตน ฟริทช์ นักวิเคราะห์จากคอมเมิร์ซแบงก์ ซึ่งระบุว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะลดต่ำลงไปอีกจากระดับในปัจจุบัน เพราะกระแสข่าวทางลบของเศรษฐกิจสหรัฐและจีน โดยยังไม่นับรวมถึงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นและยุโรป จนฉุดกำลังการบริโภคของผู้บริโภคในตลาดต่างๆ ทั่วโลก
ยิ่งไปกว่านั้น นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งยังลงความเห็นว่า ปัจจัยเรื่องค่าเงินเหรียญสหรัฐยังมีผลต่อการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในตลาดปัจจุบัน
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า การแข็งค่าของค่าเงินเหรียญสหรัฐทำให้สินทรัพย์ที่ซื้อขายเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐอย่างน้ำมันมีราคาแพงสำหรับผู้ซื้อที่ถือสกุลเงินที่อ่อนค่ากว่าเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งแน่นอนว่าผู้ซื้อเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย ที่เศรษฐกิจยังมีการขยับขยายเติบโตในอัตราที่ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ส่งผลให้ผู้ซื้อเหล่านี้จำเป็นต้องจำกัดปริมาณความต้องการน้ำมันของตนเองลง
ท่ามกลางปริมาณการผลิตน้ำมันที่ยังมีมากเท่าเดิม และมีแนวโน้มมากขึ้น บวกกับน้ำมันในคลังสำรองแต่ละประเทศยังมีเต็มเปี่ยม เมื่อเจอกับสถานการณ์ที่ผู้ซื้อน้ำมันต้องจำกัดการซื้อเพราะค่าเงินเหรียญสหรัฐแพง ผลลัพธ์ที่ได้ย่อมหนีไม่พ้นราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
ยังไม่นับรวมปริมาณความต้องการน้ำมันของสหรัฐในไตรมาส 4 ของปี ที่จะลดต่ำลงเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว เพราะความต้องการในการกลั่นลดลง
ทั้งนี้ ด้วยปริมาณความต้องการน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลง เพราะการชะลอความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงชาติมหาอำนาจ บวกกับค่าเงินเหรียญสหรัฐที่ใช้ในการซื้อขายน้ำมันแข็งค่าขึ้น และการผลิตที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ แนวโน้มราคาน้ำมันนับต่อจากนี้จึงอยู่ในช่วงขาลงอย่างเห็นได้ชัดเจน







