
คดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า
วันนี้คิดว่าพักเรื่องรอบๆ ตัวเปลี่ยนเป็นมาดูเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากันอีกน่าจะผ่อนคลายกว่า โดยครั้งนี้ผู้เขียนจะขอหยิบคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ที่รวบรวมไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาคดีเครื่องหมายการค้าของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งก็เช่นเคยจะพยายามเขียนให้เป็นภาษาธรรมดาๆ เพื่อความเข้าใจง่ายๆซึ่งก็อาจขัดตาขัดใจนักกฎหมายไปบ้าง
วันนี้คิดว่าพักเรื่องรอบๆ ตัวเปลี่ยนเป็นมาดูเรื่องทรัพย์สินทางปัญญากันอีกน่าจะผ่อนคลายกว่า โดยครั้งนี้ผู้เขียนจะขอหยิบคดีเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า ที่รวบรวมไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาคดีเครื่องหมายการค้าของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งก็เช่นเคยจะพยายามเขียนให้เป็นภาษาธรรมดาๆ เพื่อความเข้าใจง่ายๆซึ่งก็อาจขัดตาขัดใจนักกฎหมายไปบ้าง
เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า บริษัท “ก” ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า Orient Express และ Venice Simplon Orient Express จำนวนรวมทั้งสิ้น 19 ฉบับ ซึ่งนายทะเบียนที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก็เห็นว่าน่าจะจดได้ มีการประกาศโฆษณา และสั่งรับจดไปแล้ว โจทก์ซึ่งสมมติว่าชื่อ บริษัท “A” จึงมาฟ้องร้อง และมีการพิจารณาคดีกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ มาจนถึงศาลฎีกา ซึ่งทั้งสองศาลมีการพิจารณาบังคับนายทะเบียนให้เพิกถอนการจดทะเบียน ส่วนศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไรก็คงต้องมาอ่านรายละเอียดกัน
มีข้อสังเกตอยู่ตรงนี้ว่า คดีนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อปี 2541 ขณะที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเริ่มทำการเมื่อ 1 ธ.ค. 2540 ดังนั้นกระบวนการจึงอาจแตกต่างกันไปบ้างกับปัจจุบัน ที่มีการจัดทำกระบวนการที่แน่ชัดมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว กล่าวคือ หากมีการประกาศโฆษณา 3 เดือนก่อนที่นายทะเบียนจะสั่งรับจด ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือเห็นว่าถูกกระทบก็จะร้องคัดค้านที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา หรือหากนายทะเบียนสั่งรับจดไปแล้วก็สามารถร้องขอเพิกถอนกับคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งมีอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นประธานได้ หากคณะกรรมการยกคำร้องหมายความว่าไม่เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ในกรณีนี้ผู้ร้องสามารถนำเรื่องฟ้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ ซึ่งอาจเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่ศาลฯ หรือไม่ก็ได้ และหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายยังไม่พอใจคำตัดสินก็นำเรื่องไปฟ้องร้องต่อที่ศาลฎีกาต่อไป
ทั้งนี้ การฟ้องที่ศาลฯ ส่วนใหญ่จะเป็นการฟ้องคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ซึ่งหากศาลพิจารณาพิพากษาให้เพิกถอนเครื่องหมายที่จดทะเบียนไปแล้วดังกล่าว ผู้ฟ้องสามารถนำคำพิพากษานั้นมาให้คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าและนายทะเบียนดำเนินการต่อไป
ในคดีนี้โจทก์ถือได้ว่าเป็นนิติบุคคลที่มีชื่อว่าบริษัท “A” ได้มอบอำนาจให้นาย “จ” และนาย “จ” ได้มอบอำนาจช่วงให้นาย “ร” และหรือนาย “ธ” ในคดีนี้ศาลฎีกาได้พิจารณาหลายประเด็นด้วยกันคือ
1.โจทก์หรือบริษัท “A” เป็นนิติบุคคลหรือไม่ เนื่องจากว่านาย “ธ” พยานโจทก์ เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่จะตั้งขึ้นเมื่อใดจำไม่ได้ ซึ่งจำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวเป็นพิรุธ แต่ปรากฏว่าโจทก์นำสืบโดยมีเอกสารหลักฐาน ซึ่งชัดเจนอยู่แล้ว การที่พยานโจทก์เบิกความว่า จำไม่ได้ว่าโจทก์จัดตั้งบริษัทขึ้นเมื่อใด จึงไม่เป็นพิรุธถึงกับเป็นเหตุให้น้ำหนักคำพยานโจทก์รับฟังไม่ได้ ทั้งพยานโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลเป็นการรถไฟแห่งชาติประเทศฝรั่งเศส ได้ยื่นก่อตั้งเป็นบริษัทโดยยื่นตราสารต่อสำนักทะเบียนแห่งศาลพาณิชย์ กรุงปารีส นอกจากนี้จำเลยคือ บริษัท “ก” ก็มิได้นำสืบหักล้างข้อนำสืบของโจทก์แต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้ว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลตามฟ้อง
2.เรื่องการมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจเป็นหนังสือที่นาย “จ” มอบอำนาจให้นาย “ร” และหรือ “ธ” เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ได้ แม้หนังสือดังกล่าวจะไม่มีข้อความระบุไว้เป็นตัวอักษรโดยตรงให้นาย “จ” มีอำนาจมอบอำนาจช่วงก็ตาม แต่เมื่ออ่านข้อความตามเอกสารโดยตลอดแล้วจะเห็นได้ชัดว่านาย “จ” มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้ผู้อื่นฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ และจำเลยไม่ได้นำสืบหักล้าง พยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยที่ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น
3.สาระสำคัญที่เกี่ยวกับเครื่องหมายการค้า คือ โจทก์ดำเนินกิจการรถไฟของประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2481 โดยใช้ชื่อขบวนรถไฟว่า “ORIENT EXPRESS” รวมถึงได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า “ORIENT EXPRESS” ไว้ในประเทศฝรั่งเศสกับสินค้าประเภทยวดยานพาหนะสำหรับใช้ในการเดินทาง และการขนส่งทุกชนิด เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2520 และที่องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO : World Intellectual Property) ตามอนุสัญญามาดริด (Madrid Agreement) เมื่อ 8 ส.ค. 2521 มาถึงตอนนี้ ท่านผู้อ่านหลายทางคงคิดเหมือนผู้เขียนว่า “ไม่ได้จดในไทย และไทยก็ไม่ได้เป็นสมาชิกอนุสัญญาหรือพิธีสารมาดริด สบายเรา” แต่คงต้องอ่านต่อไป
โจทก์ได้นำสืบว่าจำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ตามสัญญาทางการค้า 2 ฉบับ ซึ่งระบุชัดเจนว่า โจทก์เป็นเจ้าของ และเป็นผู้ใช้ประโยชน์ในเครื่องหมายการค้าคำว่า “ORIENT EXPRESS” และยอมให้จำเลยใช้คำดังกล่าวเป็นส่วนประกอบของชื่อทางการค้าในการประกอบกิจการเดินรถไฟขบวนพิเศษว่า VENICE SIMPLON ORIENT EXPRESS (VSOE) ทั้งนี้ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะโอนสิทธิให้แก่บุคคลอื่น โดยสัญญามีกำหนด 5 ปี นอกจากนี้โจทก์ยังอนุญาตให้ใช้สิทธิกับบริการเฉพาะอย่าง เช่น บริการท่องเที่ยวการสำรองห้องพัก โดยให้ใช้คำว่า VENICE SIMPLON ORIENT EXPRESS อีก 10 ปี
ผู้เขียนตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ให้จบในฉบับเดียว แต่ปรากฏว่ามีรายละเอียดที่ไม่สามารถข้ามได้ค่อนข้างมาก จึงต้องขอโอกาสไปต่อคราวหน้าอีกแล้ว แต่ก็คงเป็นประเภท 2 ตอนจบเท่านั้น







