
ออกกม.ล้อมคอกทุจริตแก้ยาก ป้องกันไม่อยู่
การแก้ปัญหาทุจริตที่เป็นมะเร็งร้ายของประเทศ ถือเป็นนโยบายสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การแก้ปัญหาทุจริตที่เป็นมะเร็งร้ายของประเทศ ถือเป็นนโยบายสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลใหม่ที่จะแถลงนโยบายกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้
ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น เปิดงานวันต่อต้านคอร์รัปชั่น ภายใต้สโลแกน “HAND IN HAND ปฏิรูปการต่อสู้ เพื่อชัยชนะอย่างยั่งยืน” เป็นการร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนในการต่อต้านปราบปรามคอร์รัปชั่นทุจริตของประเทศ
ขณะที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ ยกฐานะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ให้เป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเป็นการป้องกันทุจริต เพราะพบว่าการจัดซื้อจัดจ้างภายใต้ระเบียบปัจจุบันมีจุดอ่อน ฝ่ายการเมืองสามารถแก้ไขได้เพียงใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีเท่านั้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักการเมืองและกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดในการประมูลโครงการต่าง ๆ
รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง หัวเรือใหญ่ในการออกกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ระบุว่า จากการพูดคุยกับนักลงทุนยอมรับว่าปัจจุบันนอกจากต้องจ่ายค่าประมูลงานให้กับนักการเมือง 30% แล้ว ยังต้องจ่ายให้กับหน่วยงานตรวจรับงานอีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นมูลค่าความเสียหายที่สูงมาก
ดังนั้น การยกฐานะระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ให้เป็น พ.ร.บ.จะทำให้ฝ่ายการเมืองแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ยาก ป้องกันให้นักการเมืองและนายทุนทุจริตได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ในการออก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ยังมีแนวคิดที่จะดึงการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่แต่ละที่มีมูลค่าสูงกว่า 1 แสนล้านบาท และการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจ วงเงินปีละ 34 แสนล้านบาท เข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดรั่วไหลเหมือนที่ผ่านมา คาดว่าจะเสนอร่างกฎหมายให้รัฐบาลพิจารณาได้ภายในสิ้นปีนี้
นอกจากนี้ คสช.ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้รัฐบาลในอนาคตทำโครงการประชานิยม ซึ่งเป็นอีกช่องทางในการทุจริตเงินของประเทศ จนเกิดความเสียหายเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา จากโครงการรับจำนำข้าวที่ใช้เงินถึง 8-9 แสนล้านบาท และคาดว่าจะเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท หรือ 50-60% ของเงินที่ใช้ไป ซึ่ง คสช.ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการ
เบื้องต้นคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เรียกกระทรวงการคลังไปหารือมาตรการป้องกันการทำโครงการประชานิยม เพราะมองว่าที่ผ่านมาคลังมีส่วนสนับสนุนรัฐบาลทำโครงการประชานิยมจนทำให้เกิดความเสียหาย โดยเฉพาะการกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าว
จากการหารือเบื้องต้น มีแนวคิดมาตรการป้องกันหลายด้าน ตั้งแต่การเร่งออกกฎหมายการเงินการคลังของประเทศ โดยกำหนดไม่ให้ดำเนินโครงการประชานิยม เพื่อที่ข้าราชการจะได้ใช้เป็นเกราะกำบัง เป็นเหตุผลปฏิเสธฝ่ายการเมืองได้ แม้โครงการดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ออกกฎหมายคุมการออกมติของ ครม.ไม่ให้ทำโครงการประชานิยมได้ง่ายๆ รวมถึงแนวทางการตั้งสำนักงบประมาณย่อยๆ ที่รัฐสภา เพื่อให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ให้เห็นถึงผลดีผลเสียของการทำโครงการประชานิยม เพื่อไม่ให้การพิจารณาเห็นชอบงบประชานิยมทำได้ง่ายๆ
ทั้งหมดเป็นความพยายามที่จะปิดช่องทางการทุจริตของนักการเมืองและนายทุน ซึ่งในหลักการต้องถือว่าเป็นแนวคิดและมาตรการต่างๆ ที่มีส่วนช่วยให้นักการเมือง ข้าราชการ และนายทุน ทุจริตได้ยากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้การทุจริตของประเทศลดลง
เพราะหากพิจารณาเรื่องการยกระดับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเป็นกฎหมาย ที่ผ่านมาเมื่อปี 2549 มีการออกระเบียบการประมูลจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีออกชั่น ซึ่งคิดว่าจะช่วยลดการทุจริต แก้ปัญหาการฮั้วประมูล เพราะมีการเคาะราคาผ่านระบบออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงผู้ประกอบการที่เข้าประมูลส่วนใหญ่เป็นกลุ่มก๊วนเดียวกัน มีการตกลงราคากันนอกรอบมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเคาะประมูลจึงทำพอเป็นพิธีเท่านั้น
นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้างยังมีช่องโหว่ เพราะเปิดให้มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบวิธีพิเศษในกรณีเร่งด่วน และงานที่มีเทคนิคเฉพาะด้าน ทำให้หน่วยงานที่ประมูลโครงการสามารถใช้วิธีเรียกผู้รับงานมาเจรจาต่อรองราคาได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดประมูลภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี หรือการประมูลแบบอีออกชั่น ที่หน่วยงานหลายแห่งใช้ช่องทางนี้กั๊กการประมูลโครงการต่างๆ เพื่อให้เหลือเวลาน้อยๆ และใช้เป็นข้ออ้างประมูลแบบพิเศษ เรียกกลุ่มพรรคพวกตัวเองเข้ามารับงานไป
ขณะเดียวกัน ยังมีช่องว่างการเขียนทีโออาร์ของโครงการต่างๆ ที่ส่วนใหญ่จะเขียนให้เอื้อประโยชน์กลุ่มผู้รับเหมาของนักการเมืองที่มีอำนาจบริหารประเทศในขณะนั้น และตีกันกลุ่มอื่นด้วยการทำให้ขาดคุณสมบัติเพื่อเข้าประมูลไม่ได้ เป็นช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทางการทุจริตในการประมูลโครงการต่างๆ ของภาครัฐ
ดังนั้น การยกระดับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเป็นกฎหมาย จึงไม่สามารถแก้ไขการทุจริตให้ลดน้อยลง เพราะยังมีช่องทางอื่นๆ ที่เป็นช่องโหว่อีกมาก เช่นเดียวกับการออกกฎหมายการเงินการคลังมาคุมโครงการประชานิยมที่เป็นเรื่องดี แต่ในทางปฏิบัติป้องกันนักการเมืองไม่ให้ทำโครงการประชานิยม หรือทุจริตจากโครงการประชานิยมได้ยาก เพราะนักการเมืองก็จะเขียนโครงการให้ดูสวยหรู ประชาชนจับต้องได้ ดังตัวอย่างในรัฐบาลที่ผ่านมา ทั้งโครงการรถคันแรก ที่รัฐบาลขณะนี้อ้างว่าจะทำให้คน 1 ล้านคน มีรถขับ คุ้มกับภาษีที่เสียไป 9 หมื่นล้านบาท หรือโครงการรับจำนำข้าวที่ท่องบ่นมนตราว่าช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรให้ดีขึ้น คุ้มกับเงินที่เสียไปและไม่ทุจริต
ฉะนั้น การแก้ปัญหาทุจริตที่แท้จริงจึงอยู่ที่คน ตราบใดที่ประเทศยังมีนักการเมืองคดโกง มีข้าราชการและนายทุนรับใช้การเมือง การแก้ปัญหาทุจริตในประเทศก็เลือนราง
ที่สำคัญกระบวนการทางกฎหมายเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แม้จะตัดสินว่านักการเมือง ข้าราชการ นายทุน ทุจริตประเทศ แต่ไม่สามารถนำตัวมารับโทษได้ หลายคนบินลอยนวลไปอยู่ต่างประเทศ ทำให้นักการเมืองข้าราชการและนายทุนไม่กลัวที่จะทำการทุจริตประเทศต่อไป แม้ว่ากระบวนการโกงจะยากแค่ไหนก็คุ้ม
ดังนั้น การยกระดับระเบียบจัดซื้อจัดจ้างขึ้นเป็นกฎหมาย จึงไม่ใช่ยาวิเศษที่ช่วยแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้ ตราบใดที่รัฐบาลไม่ล้อมคอกตอกตะปูอุดช่องว่างทุกทาง ให้รัดกุมยิ่งกว่านี้







