
วิษณุ แจงหัวใจนโยบาย"รบ.ประยุทธ์" ยึด 5 แหล่งที่มา
"วิษณุ" เผยแถลงนโยบาย12ก.ย.เน้น พระราชดำรัสในหลวง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น
"วิษณุ" เผยแถลงนโยบาย12ก.ย.เน้น พระราชดำรัสในหลวง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น
เมื่อวันที่ 9 ก.ย.นี้ เวลา 14.00 น.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นัดแรกว่าการประชุม ครม.ในครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี หารือ ครม. 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การชี้แจงทำความเข้าใจวิธีปฏิบัติในการทำงานตำแหน่งรัฐมนตรี โดยนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)ได้ชี้แจงระเบียบปฏิบัติในการแต่งตั้งเลขานุการ ที่ปรึกษา หรือ ผู้ช่วยรัฐมนตรี ควรดำเนินการอย่างไร ซึ่งในการประชุม ครม.ครั้งนี้ไม่มีการแต่งตั้งแต่ข้าราชการการเมือง หรือ การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี 5 คน เนื่องจากต้องรอภายหลังนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ก่อนเนื่องจากการแบ่งงานขึ้นอยู่กับภารกิจที่พล.อ.ประยุทธ์ จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา
ทั้งนี้เรื่องที่ 2.นายกรัฐมนตรีได้เชิญหัวหน้าฝ่าย 5 ฝ่ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) 1.ฝ่ายความมั่นคง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ 2.ฝ่ายเศรษฐกิจ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม 3.ฝ่ายสังคมและจิตวิทยา พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ 4.ฝ่ายกฎหมาย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม 5.ฝ่ายกิจการพิเศษ พล.ต.อ.อดุลย์แสงสิงแก้ว รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ชี้แจงผลการดำเนินการในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยในตอนท้ายการรายงานผลงาน พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้นำผลการทำงานของ คสช.จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มแจกจ่ายไปทุกกระทรวงทบวงกรมให้สานต่อการทำงานของ คสช.ต่อไป
นายวิษณุ กล่าวว่าเรื่องที่ 3 นายกรัฐมนตรีได้กำชับการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 12 ก.ย.นี้ โดยเปิดโอกาสให้รัฐมนตรี ได้ติชม ตัดทอนร่างนโยบายดังกล่าว ที่ได้ดำเนินการแล้วเสร็จ ซึ่งการยกร่างนโยบายในครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เข้ามาร่วมดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด แม้วันหยุดนักขัตฤกษ์เสาร์ - อาทิตย์ ที่ผ่านมาได้เรียกประชุมหน่วยงานยกร่าง คือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และสำนักงบประมาณ ร่วมหารือร่างนโยบาย ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี ย้ำว่าแหล่งที่มาของร่างนโยบายรัฐบาลในครั้งนี้ แตกต่างรัฐบาลนักการเมืองอย่างสิ้นเชิง ที่ยึดนโยบายหาเสียงกับนโยบายพรรคร่วมขึ้นมายกร่างนโยบายแถลงต่อรัฐสภา แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ยึด 5 แหล่งที่มา คือ 1.พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึงและพัฒนา ที่จะสอดแทรกทุกหัวข้อใหญ่หรือข้อย่อยในนโยบายทุกด้าน2.ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นย้ำถึงความพอเพียง พอดี พอสมควร มีเหตุมีผลและมีภูมิคุ้มกันได้สะท้อนในทุกๆข้อนโยบาย 3.แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 4.นโยบาย คสช.ตามคำสัญญาของพล.อ.ประยุทธ์ เกี่ยวกับโรดแม็ป 3 ขั้นตอน และ ค่านิยมสังคมไทย 12 ข้อ และ5.ปัญหาของประเทศชาติในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมา ว่าประชาชนต้องการพัฒนาประเทศไปทิศทางใด
นายวิษณุ กล่าวว่าภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 12 ก.ย. นายกรัฐมนตรี และ ครม.จะเรียกประชุมปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการทั้ง 20 กระทรวงเพื่อมอบแผนปฏิบัติการ หรือ แอ็คชั่น แพลน ที่หัวหน้าส่วนราชการต้องนำนโยบายรัฐบาลไปปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยจะมีการจัดหมวดหมู่งานเร่งด่วนระยะสั้น 1 เดือน ระยะกลาง 1 ปี และระยะยาว 5-10 ปีซึ่งเป็นงานหรือนโยบายที่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งต้องเข้ามาสานต่อ เช่น ระบบราง เป็นต้น ซึ่งแอ็คชั่น แพลน ดังกล่าวจะนำมาใช้เป็นคู่มือในการประเมินผลงานทุก 3 เดือน รวมถึงการสรุปผลงาน 1 ปีรายงานต่อ สนช.ด้วย
"ในวันแถลงนโยบายนายกรัฐมนตรี จะกำชับงานปฏิรูป 11 ด้านที่จะอยู่ในนโยบายทุกข้อ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา การบูรณะทำนุบำรุงศาสนาศิลปะวัฒนธรรม ด้านความมั่นคง การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าสิ่งใดควรทำก่อนหรือหลัง สิ่งใดทำได้ทันทีให้ทำ และทุกหน่วยงานต้องนำไปปฏิบัติ ตามนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ ที่ย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้ ทำก่อน ทำจริงเกิดผลสัมฤทธิ์ในปี 58 และยั่งยืน " นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวว่านโยบายรัฐบาลชุดนี้แตกต่างจากรัฐบาลนักการเมืองที่ยึดเพียง 1ข้อตามรัฐธรรมนูญว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดิน แต่รัฐบาลชุดนี้ยังได้ยึดหลัก 3 เรื่องในการบริหารประเทศ คือ 1.การบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2.การเดินหน้าการปฏิรูป และ3.การสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยนโยบายทุกข้อจะครอบคลุม 3 เรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะการปฏิรูปจะเน้นหนักงานการปฏิรูป 11 ด้านตามที่รัฐบาลกำลังสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) 250 คนอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ในที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ มอบนโยบายว่าในการคัดเลือกสมาชิก สปช.ต้องให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมโดยเฉพาะสมาชิกที่ไม่ผ่านการคัดเลือกในรอบสุดท้าย 500 คน หรือรอบแรกที่สมัครกันเข้ามากว่า 7 พันคน ทางรัฐบาลและ คสช.กำลังพิจารณาวิธีการที่จะให้บุคคลดังกล่าวเข้ามามีส่วนร่วม เช่น กลุ่มบุคคลที่ไม่ผ่านรอบสุดท้าย 500คนคัดให้เหลือ 250 คนอาจจะเข้ามาอยู่ในรูปแบบคณะทำงาน ที่ปรึกษา คณะกรรมาธิการ หรือช่องทางอื่นๆ เป็นต้น เพราะการปฏิรูปทางรัฐบาลต้องการรับฟังความคิดเห็นและข้อมูลให้ครอบคลุมทั่วถึงที่สุด
นอกจากนี้เรื่องการปรองดองสมานฉันท์ พล.อ.ประยุทธ์ ตอกย้ำเรื่องต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ หรือ 2 มาตรฐาน โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น และการเดินหน้าประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตยด้วย จะอยู่ในทุกหัวข้อทุกเรื่องของเนื้อหานโยบายรัฐบาล โดยปัญหาสำคัญทั้งหมดจะต้องได้รับการแก้ไขภายใน 1 ปีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศ







