
สุขุมพันธุ์คืนสนาม หิ้วปีกพยุง ปชป.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หวนคืนถนนการเมืองอีกครั้งแบบถูกจังหวะ ถูกเวลา แถมสถานการณ์เฉพาะหน้าได้โชว์ลีลา “ความฟิต” พร้อมถกขากางเกงลุยน้ำภารกิจแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม.รอบใหม่
หากมองในแง่ดี การถูก “เว้นวรรค” นานนับ 5 เดือน ย่อมทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ได้เซฟตัวเอง ไม่ต้องกระโดดลงไปคลุกอยู่ในวังวนความขัดแย้งรอบใหญ่ของประเทศ
เพราะงานนี้มีแต่ “เสีย” กับ “เสีย” ไม่ว่าจะวางตัวอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นบทบาทพ่อเมือง กทม. ที่จะต้องดูแลความสงบให้คน กทม. ในวันที่มีม็อบเต็มเมือง มีปัญหายิบย่อยให้ต้องแก้กันไม่หวาดไม่ไหว ไหนยังจะต้องมีหมวกประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่สวมอยู่อีกใบ จะวางตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับ “มวลมหาประชาชน” ก็ใช่ที่
การรับคำร้องของศาลอุทธรณ์ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 3 ต่อ 2 ให้ใบเหลือง เนื่องจากผู้สนับสนุนหาเสียงใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่งในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา จึงอาจเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย สำหรับคุณชายหมูที่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปนานเกือบครึ่งปี
แถมเมื่อฝุ่นความขัดแย้งหายตลบ เป็นจังหวะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า กรณีที่ “พระสุเทพ” หรือ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต สส.สุราษฎร์ธานี ในฐานะผู้สนับสนุนปราศรัยหาเสียงใส่ร้ายให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมไม่ได้เป็นการปราศรัยหาเสียงใส่ร้าย พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครคู่แข่งขันโดยตรง ดังนั้น จึงไม่ขัด พ.ร.บ.เลือกตั้งท้องถิ่นมาตรา 57 (5)
ช่วยให้การหวนคืนศาลา กทม.แบบไร้มลทินครั้งนี้ จึงย่อมช่วยเพิ่มเครดิต ลดแรงเสียดทานในการปฏิบัติหน้าที่ต่อจากนี้ อาจนับเป็นโชคอีกชั้นของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินคดีในช่วงที่คน กทม. กำลังลุ้นระทึกกับ “น้ำท่วม” ที่ไม่รู้ว่ารอบนี้จะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเจ้าตัวไม่พลาดรีบกระโดดใส่ “โอกาส” ประกาศลุยงานน้ำท่วมทันทีหลังได้กลับเข้าทำงาน
“เรื่องแรกที่ผมจะเดินหน้าทำงาน คือในวันพรุ่งนี้ผมจะไปสำนักการระบายน้ำ (สนน.) ให้ สนน.รายงานการเตรียมความพร้อมรับมือกับฤดูฝนที่ยังเหลืออยู่ ดังนั้นผมจะกลับไปทำงานทันทีและจะทำงานหนักกว่าเก่าครับ ผมเป็นห่วงอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกเรื่องน้ำเรื่องฝน เรื่องที่สองคือโรคระบาด ไม่ใช่แค่อีโบลาอย่างเดียว แต่ขณะนี้มีอีกหลายโรคที่ต้องให้ความสำคัญ
มีคนถามผมว่า ผมรู้สึกสูญเสียโอกาสในการทำงานไปหรือไม่ ผมไม่อยากให้มองว่าเป็นการสูญเสีย ผมขอมองไปทางข้างหน้าอย่างเดียวครับ ผมและ กทม.จะร่วมมือกับรัฐบาลดูแลผลประโยชน์ของประชาชนชาว กทม. เพื่อทำให้ กทม.เป็นมหานครที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป”
นอกจากหาเสียงกับคนกรุงแล้ว ยังส่งสัญญาณพร้อมประสานงานร่วมมือกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
นี่จึงนับเป็น “โอกาส” เร่งสร้างผลงานครั้งสำคัญ สำหรับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ แถมส่งอานิสงส์พ่วงต่อไปถึงพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อเวลานี้ “บทบาท” และ “สถานะ” ของพรรคการเมืองถูกตีกรอบไว้ด้วยคำสั่ง คสช.จนไม่อาจเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำได้เพียงแต่เป็นคนวงนอกรอดูกระบวนการปฏิรูปของ คสช. ดำเนินไปตามโรดแมปที่ประกาศเอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นการหาเสียง รักษาฐานคะแนนในพื้นที่ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับพรรคการเมืองในเวลานี้ ไม่ต้องพูดเลยไปถึงการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างอิสระ
จึงถือเป็นความได้เปรียบของประชาธิปัตย์เหนือพรรคการเมืองอื่นๆ สำหรับพื้นที่การเมืองที่มีอยู่จำกัดเวลานี้ ขึ้นอยู่กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และประชาธิปัตย์จะจัดการกับความได้เปรียบตรงนี้ พัฒนาเป็นคะแนนเสียงหรือผลงานได้อย่างไร
ที่สำคัญ “โอกาส” ตรงนี้ถือเป็น “ดาบสองคม” หากปล่อยให้ “เสียของ” ไม่สามารถหยิบฉวยมาสร้างผลงานซื้อใจชาวกรุง หรือปล่อยให้น้ำท่วมแบบไม่จริงจังเอาใจใส่แก้ปัญหาได้อย่างถูกจุด สุดท้ายจะยิ่งกลายเป็นผลเสียย้อนกลับมาซ้ำเติมประชาธิปัตย์
แม้จะมองว่านี่เป็นเพียงฐานเสียงแค่กลุ่มคนใน กทม. แต่ด้วยบริบทของความเป็น “เมืองหลวง” เสียงสะท้อนหรือกระแสนิยมที่เกิดขึ้นย่อมกระทบขยายตัวเป็นวงกว้างทั่วประเทศ
โดยเฉพาะเรื่องประเด็นน้ำท่วมที่ไวต่อความรู้สึกของคนกรุงและเห็นภาพชัดเจน
ดังจะเห็นว่าทันทีที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้เรียกประชุมเตรียมความพร้อมการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ร่วมกับคณะผู้บริหาร กทม. พร้อมโชว์ “ศักยภาพ” ทั้งจัดหาเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และขุดลอกคูคลอง กำจัดวัชพืช เพื่อเปิดทางน้ำไหล
ควบคุมดูแลประตูระบายน้ำ 217 แห่ง บ่อสูบน้ำ 222 แห่ง อุโมงค์ระบายน้ำ 7 แห่ง ความยาวรวม 19 กิโลเมตร สามารถระบายน้ำรวม 155.50 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ควบคู่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม โดยมีเรดาร์ตรวจจับกลุ่มฝน 1 สถานี เครื่องวัดปริมาณน้ำฝน 129 สถานี ระบบเฝ้าระวังน้ำท่วมบนถนน 71 แห่ง ระบบเฝ้าระวังน้ำล้นคลอง 113 สถานี ระบบตรวจสภาพอากาศ 52 สถานี จุดวัดอัตราการไหลของน้ำ 28 แห่ง และระบบกล้องซีซีทีวี 47 จุด
เดิมพันครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ชี้ชะตาอนาคตการเมืองของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ที่อย่างไรก็มีวาระการดำรงตำแหน่งในสมัยที่ 2 อีกแค่ 3 ปีกว่าเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของประชาธิปัตย์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ต้องไม่ลืมว่าเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่ผ่านมา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กลายเป็นมวยรอง วิ่งไล่ตาม พล.ต.อ.พงศพัศตั้งแต่ออกตัว เนื่องจากผลงานสมัยที่ผ่านมายังไม่เป็นที่ประทับใจคนกรุง
ร้อนจนประชาธิปัตย์ต้องตัดสินใจเอาต้นทุนพรรคมาช่วยค้ำยัน ท่องเพียงแต่ว่า “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” จนประชาธิปัตย์ยังรักษาสถิติกอดเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.ต่อไปได้
แต่รอบนี้สถานะเริ่มกลับกันเมื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะต้องเล่นบทเป็นตัวนำสร้างผลงานในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ให้เป็นที่ประจักษ์ยอมรับของคนกรุง เพื่อรักษาฐานคะแนนของประชาธิปัตย์ไม่ให้ลดน้อยถอยลงไป ในช่วงเวลาที่พรรคการเมืองอื่นๆ ยังได้แต่ต้องสงบเสงี่ยม รอเวลา คสช.ผ่อนคลายความเข้มงวดการห้ามทำกิจกรรมของพรรคการเมือง
นี่จึงเป็นความได้เปรียบอีกครั้งของประชาธิปัตย์ อยู่ที่ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะจัดการกับโอกาสตรงหน้าได้แค่ไหน หรือจะปล่อยให้เสียของไปในที่สุด







