
การค้าเอเชียซึมยาวสหรัฐโตเดี่ยวจีนโตชะลอ
“การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึงและควรจะต้องวิตกกังวลอยู่
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
“การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึงและควรจะต้องวิตกกังวลอยู่ แม้ว่าจะมีสัญญาณทางบวกในด้านการฟื้นตัวที่ค่อนข้างดีมากก็ตาม” คลอส ชวาบ ประธานบริหารและผู้ก่อตั้ง เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม แสดงความเห็นต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลกขณะนี้ผ่านแถลงการณ์รายงานความสามารถในการแข่งขันโลกประจำปี 2014 เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ความเห็นข้างต้นนับเป็นการสะท้อนภาพสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในห้วงเวลานี้ได้เป็นอย่างดีว่า ต่อให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ รวมถึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วจะค่อยๆ พื้นตัวจากวิกฤตการเงินในช่วงปี 2008 ขึ้นมาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้วางใจและช่วยดึงให้เศรษฐกิจของนานาประเทศปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วยได้
เหตุผลเพราะการเติบโตในชาติพัฒนาแล้วข้างต้น โดยเฉพาะสหรัฐสวนทางกับตัวเลขการส่งออกของภูมิภาคเอเชีย จนอาจเรียกได้ว่า การเติบโตของสหรัฐกับเอเชียไม่ได้สอดคล้องไปด้วยกันเหมือนเหตุการณ์ในอดีตภายหลังจากผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่มาได้
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติในเอเชียไม่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของภาคอุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐอย่างที่เคยเป็นและควรจะเป็น จนสะท้อนให้เห็นได้ว่าปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าของพญาอินทรี ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกกับเอเชีย ภูมิภาคส่งออกหลักของโลกไม่ได้เดินไปด้วยกันแล้วอย่างเคย
และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจดังกล่าวในฐานะประเทศผู้ส่งออกนำเข้าระหว่างสหรัฐกับเอเชียกำลังอ่อนแรง และไม่สามารถพึ่งพากันและกันได้มากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจโลกในอนาคตมีแนวโน้มต่างคนต่างโต
ทั้งนี้ ผลการศึกษาของธนาคารดอยช์ แบงก์ เอจี พบว่าช่องว่างระหว่างผลผลิตภาคการผลิตของสหรัฐกับการเติบโตในภาคการส่งออกประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทางตอนเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชียกำลังออกห่างกว้างมากขึ้นจนน่าหวั่นใจ
เห็นได้จากรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (พีเอ็มไอ) ของสหรัฐ โดยสถาบันไอเอสเอ็ม เปรียบเทียบกับรายงานยอดการส่งออกของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีพีเอ็มไอของสหรัฐในช่วงเดือน ก.ค. และ ส.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2 เดือนติดต่อกัน โดยเฉพาะดัชนีพีเอ็มไอ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรวัดการเติบโตทางเศรษฐกิจในเดือน ส.ค. ของสหรัฐยังปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
ตัวเลขพีเอ็มไอข้างต้นสวนทางกับการเติบโตรายปีในภาคการส่งออกของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อย่างสิ้นเชิง โดยยอดขายในตลาดต่างประเทศของแดนปลาดิบปรับตัวอ่อนแรงลงมาอยู่ที่ 3.9% ในเดือน ก.ค. จากระดับ 15.3% ในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ขณะที่ยอดการขนส่งสินค้าทางเรือของแดนโสมขาวเมื่อเดือน ส.ค. ปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้น การส่งออกของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ก็กำลังเดินตามกระแสไม่ต่างกัน โดยจากการรวบรวมข้อมูลการส่งออกในภูมิภาคอาเซียนของบลูมเบิร์ก พบว่าการส่งออกของอินโดนีเซียและไทยปรับตัวลดลงถึง 5 เดือนจากทั้งหมด 7 เดือนของปีนี้
ไทมูร์ เบก ผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจประจำภูมิภาคเอเชียของธนาคารดอยช์แบงก์ ในสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า ความไม่เชื่อมโยงลงรอยกันระหว่างปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าของสหรัฐกับการส่งออกของภูมิภาคเอเชียมีหลักฐานยืนยันแน่นหนามากขึ้น
“การเติบโตของการค้าโลกดูจะอ่อนแรงจืดจางลงภายหลังเกิดวิกฤตทางการเงิน ซึ่งแน่นอนว่าแม้สัดส่วนการค้าโลกของเอเชียจะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มมากขึ้น แต่บรรยากาศทางการค้าที่ค่อนข้างติดขัดไม่ลื่นไหลในขณะนี้จะทำให้การขยายตัวในภาคการส่งออกของหลายประเทศไม่แข็งแกร่งตามที่หวังสักเท่าไรนัก” เบก กล่าว
นอกจากนี้ การที่ภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐได้รับการสนับสนุนให้ฟื้นจากวิกฤต ยิ่งส่งผลให้ความต้องการนำเข้าสินค้าในสหรัฐลดต่ำลง แถมสถานการณ์การค้าโลกยังเลวร้ายมากยิ่งขึ้น เมื่อกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 ประเทศ (จี20) เตรียมตบเท้าออกกฎระเบียบควบคุมทางการค้าให้เข้มงวดมากขึ้น จนน่ากลัวว่าจะทำให้การค้าโลกชะลออัตราการเติบโต
ยกตัวอย่างเช่น การส่งออกยานยนต์จากประเทศญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้ มีแววลดลงในช่วงหลายปีต่อจากนี้ เนื่องจากปัญหากำแพงภาษีทำให้ค่ายรถยนต์หลายแห่งหาแหล่งการผลิตอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการตั้งโรงงานการผลิตในเม็กซิโก ซึ่งมีข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ ซึ่งจะทำให้การผลิตและส่งออกรถจากเม็กซิโกไปสหรัฐถูกกว่าผลิตและส่งออกจากประเทศในเอเชีย
ขณะเดียวกัน บรรยากาศการค้าโลกยังมีแนวโน้มเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก เมื่ออีกหนึ่งมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก อย่างพญามังกรมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยแม้ยอดการขนส่งสินค้าทางเรือในเดือน ก.ค. จะกระโดดพุ่งพรวดถึง 14.5% แต่ตัวเลขดังกล่าวในเดือน ส.ค. กลับชะลอตัวลงเหลือ 9.4% แถมเลขนำเข้ายังลดลงเหลือเพียง 2.4%
นักวิเคราะห์หลายสำนักออกโรงเตือนแล้วว่าสถานการณ์ของจีนข้างต้นเป็นเสมือนสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มการส่งออกในหลายประเทศที่ต้องพึ่งพาจีนว่าอาจเผชิญกับความซบเซาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะความต้องการบริโภคสินค้าของจีนกำลังอยู่ในช่วงขาลง โดยเฉพาะประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และไทย ที่ยอดการส่งออกเมื่อปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าจีนเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของประเทศเหล่านี้
ไหวโฮเหลียง นักเศรษฐศาสตร์จากบาร์เคลย์ส ในสิงคโปร์ แสดงความเห็นว่า ความแตกต่างไม่สอดคล้องระหว่างการส่งออกของเอเชียกับภาคการผลิตของสหรัฐ เน้นย้ำให้เห็นความจำเป็นของการเสริมความหลากหลายภายในตลาด และการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศเป็นสำคัญ
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือว่า ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกเป็นแรงหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติอย่างเอเชีย สมควรมองหาตลาดใหม่นอกเหนือจากสหรัฐและจีน โดยครอบคลุมถึงการหันมาทำการค้าระหว่างประเทศในเอเชียด้วยกันเอง เพื่อเพิ่มทางเลือกทางการค้า
อีกทั้งยังเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบความเสียหายจากอุปสรรคทางการค้าอื่นๆ ที่จะมีผลขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกโดยรวมอย่างปัญหาความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น กรณีรัสเซียกับยูเครน อิรักกับกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ตลอดจนปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของการกระจายรายได้ และแนวโน้มการเพิ่มความเข้มงวดในนโยบายด้านการเงินที่จะส่งผลต่อการลงทุนของธุรกิจองค์กรทั่วโลก
แต่ทางเลือกเพื่อเลี่ยงปัญหาการซบเซาทางการค้าและผลักดันให้บรรยาการการค้าโลกคึกคักมากขึ้นนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกประเทศในการเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการค้าอย่างจริงจัง ซึ่งท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่ยังไม่ฟื้นจากวิกฤตเต็มที่ ทางเลือกข้างต้นกลับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเป็นไปได้ยากเสียแล้ว







