posttoday
เศรษฐกิจกลวง?

เศรษฐกิจกลวง?

09 กันยายน 2557

มีข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางสหรัฐ 2 คน ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า การที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ หันมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนนั้น ถึงแม้จะทำให้ระบบการเงินผ่อนคลาย แต่ก็อาจทำให้ระบบการเงินเปราะบางเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงของระบบการเงินด้วยในขณะเดียวกัน เพราะราคาทรัพย์สินต่างๆ ที่ถูกผลักดันให้สูงขึ้นและการรับความเสี่ยงด้านการเงินแบบเก็งกำไรจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางนั้น หาใช่เป็นสิ่งที่ยั่งยืนใหม่

มีข่าวจากสำนักข่าวต่างประเทศว่า นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารกลางสหรัฐ 2 คน ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า การที่ธนาคารกลางประเทศต่างๆ หันมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนปรนนั้น ถึงแม้จะทำให้ระบบการเงินผ่อนคลาย แต่ก็อาจทำให้ระบบการเงินเปราะบางเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงของระบบการเงินด้วยในขณะเดียวกัน เพราะราคาทรัพย์สินต่างๆ ที่ถูกผลักดันให้สูงขึ้นและการรับความเสี่ยงด้านการเงินแบบเก็งกำไรจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของธนาคารกลางนั้น หาใช่เป็นสิ่งที่ยั่งยืนใหม่

นี่เป็นความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ในธนาคารกลางของสหรัฐที่สามารถชี้นำนโยบายการเงินของโลกได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ย สภาพคล่อง และการเคลื่อนย้ายเงินทุนของโลกที่ควรรับฟังและเก็บมาคิด เพราะขนาดเขาอยู่ในฐานะที่จะดลบันดาลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกขึ้นหรือลง จะทำให้สภาพคล่องในตลาดโลกเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายจากภูมิภาคหนึ่งไปอีกภูมิภาคหนึ่ง ยังมองว่านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน อาจสร้างปัญหาทำให้เกิดวิกฤตการเงินและเงินฝืดในระดับโลกในอนาคต

แล้วประเทศเล็กๆ ที่ไม่สามารถชี้นำทิศทางเศรษฐกิจการเงินของโลกแต่มีความสุขเมื่อเงินจากต่างประเทศไหลเข้า เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกลดลง เพราะนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ เช่น นโยบายคิวอีนั้น จะไม่หันมามองบ้างเลยหรือว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้นั้นอาจพลิกผันเมื่อไรก็ได้ เมื่อนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจเปลี่ยนแปลง หรือคิดแค่ว่าถ้าสหรัฐลดคิวอีต่อไป สหภาพยุโรปก็จะอัดฉีดเงินเข้ามาในระบบแทนสหรัฐ ทำให้ราคาทรัพย์สินในประเทศและหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นต่อไปไม่รู้จบ

ผมเขียนบทความนี้เพราะเผอิญเห็นมีผู้นำข้อเขียนของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต หรือท่านพระพรหมคุณาภรณ์ มาขึ้นในเฟซบุ๊ก ซึ่งผมเห็นแล้วดลใจมากจึงขออนุญาตคัดมาลงใบบทความดังนี้

“สังคมไทยให้ความสำคัญกับปัญญาน้อยอย่างยิ่ง แทบจะพูดได้เลยว่า เป็นสังคมที่ไม่นิยมปัญญา เอาแต่ผลประโยชน์นิยมแต่เงิน อยากจะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่ผู้นำที่แท้จริงและนำไม่สำเร็จ อย่ามัวภูมิใจกับเศรษฐกิจกลวงใน เศรษฐกิจขายทุนเก่า เศรษฐกิจตามกระแสที่พลอยฟู่ฟ่าไปตามสถานการณ์ โดยไม่มีความสามารถอยู่ในตัวเอง”

สาธุครับ เราจะเห็นว่า ในขณะที่ประเทศเก็บภาษีไม่เข้าเป้าเพราะการส่งออกและนำเข้าลดลง การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนลดลง แต่ราคาทรัพย์สินโดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์และหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ถามว่า ทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์นี้ ถ้าตอบแบบนักวิเคราะห์และนักวิชาการก็พอตอบได้ว่า เนื่องจากเงินทุนจากต่างประเทศได้ไหลเข้ามาในประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพราะสหภาพยุโรปอาจใช้นโยบายคิวอีเหมือนสหรัฐและญี่ปุ่น ส่วนสหรัฐคงต้องใช้นโยบายคิวอีต่อไปอย่างน้อยถึงปลายปี และยังต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะกังวลเรื่องภาวะการจ้างงาน รัฐบาลไทยจะกู้เงินมาลงทุนในโครงการอินฟราสตรักเจอร์ต่างๆ ผนวกกับการสร้างข่าวต่างๆ ในตลาด จึงทำให้ราคาหุ้นและอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น ทุกคนที่ลงทุนมีกำไรเป็นที่น่ายินดี

แต่นึกมุมกลับแล้ว มีปัจจัยอะไรไหมครับที่ผู้บริหารประเทศไทยควบคุมได้ เพื่อทำให้ราคาทรัพย์สินและหลักทรัพย์โตขึ้นต่อไปอย่างยั่งยืน ไม่วูบวาบตามข่าวที่มาจากต่างประเทศ วันดีคืนดี ถ้าคุณ....เธอเปลี่ยนใจปรับดอกเบี้ยกะทันหัน ยกเลิกคิวอีเร็วกว่าที่คนไทยเก็งใจเธอ เราจะปรับตัวกันอย่างไร จริงๆ แล้วมีคนนินทาว่าทางการอเมริกากับนักลงทุนอเมริกานั้นเขาร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการลงทุนในตลาดโลก ซึ่งทำอย่างไรเขาไม่มีวันแพ้ เพราะเขาเป็นฝ่ายที่ทำให้อะไรต่อมิอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่ทางการหรือนักลงทุนจากประเทศเล็กๆ

เพราะฉะนั้น ที่ท่านปยุตฺใช้คำพูดว่า อย่ามัวภูมิใจกับเศรษฐกิจกลวงในนั้น จึงเป็นคำพูดที่ตรงกับความเป็นจริงที่สุด เพราะขณะนี้ไม่มีใครตอบได้ว่า นอกจากความหวังให้รัฐบาลกู้เงินมาลงทุนครั้งใหญ่ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงแบบเทกระเป๋า ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย เพราะถ้ากู้ใหญ่ครั้งนี้แล้วคงไม่สามารถจะกู้เพิ่มได้อีก มากระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ไม่มีใครคิดว่า ทำอย่างไรเศรษฐกิจของชาติจะยืนหยัดอยู่ได้บนขาของตัวเองตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ลองคิดเล่นๆ ดูไหมครับ ว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้มแข็งขึ้นไม่กลวงอย่างที่ท่านปยุตฺว่า ถ้ารัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการกำหนดยุทธศาสตร์และรีบแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนของประชาชน แทนที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไปโดยให้ประชาชนสร้างหนี้ เพราะถ้าไม่มีปัญหาหนี้ ประชาชนก็จะกลับมาใช้จ่ายกระตุ้นการบริโภคอีกทีหนึ่ง

เศรษฐกิจไทยจะเข้มแข็งขึ้นโดยการไม่ต้องอาศัยเงินโอนจากต่างประเทศไหน ถ้ารัฐหันมาทุ่มเทพัฒนาระบบการเกษตรแบบครบวงจร แทนที่จะออกโครงการผักชีโรยหน้าประเภททำไทยให้เป็นครัวโลก เพราะงานประเภทนี้เอกชนคนไทยทำเองได้ดีจนอาหารไทยเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอยู่แล้ว และมีคนต่างชาติเข้ามาทำความรู้จักกับอาหารไทยเองปีละ 20 กว่าล้านคน โดยไม่ต้องมีใครส่งเสริม

ถ้าเกษตรกรไทยเข้มแข็ง สามารถผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ปรับปรุงผลผลิตต่อไร่ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ผมมั่นใจว่าประเทศนี้จะเป็นประเทศที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไร เพราะไม่ว่าคนไทย ฝรั่ง ญี่ปุ่น หรือจีน ต่างมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินทั้งสิ้นใช่ไหมครับ

แต่เวลานี้เราให้น้ำหนักการพัฒนาการเกษตรแค่ไหน จึงทำให้เกษตรกรเดือดร้อนยากจนและรัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุโดยการให้เงินสนับสนุนราคาผลผลิตแต่เกษตรกรกลับเป็นหนี้เพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจไทยจะแข็งแกร่งขึ้นไหมครับ ถ้าจะพัฒนาการท่องเที่ยวโดยเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ นักท่องเที่ยวที่มาพักอาศัยอยู่ตามหอพักต่างๆ ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองขณะนี้ แต่ละคนเวลานับจำนวนกันก็นับเป็นตัวเลขได้เท่ากับนักธุรกิจหรือนักท่องเที่ยวที่มาพักในโรงแรม 5 ดาว แต่การใช้เงินในประเทศเทียบกันไม่ได้ ดีกว่าไหมครับ ถ้าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวประเภทหลัง และเลิกสนใจนักท่องเที่ยวประเภทแรก เพื่ออวดตัวเลขที่เพิ่มขึ้นแต่ละปี

ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์นั้น สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำโดยการส่งคนออกไปทำงานนอกประเทศอย่างเป็นระบบ ในขณะที่คนไทยที่จะไปทำงานต่างประเทศเพื่อนำเงินเข้าประเทศไทยต้องจ่ายค่าหัวคิวออกไปทำงานสร้างหนี้ไว้ตั้งแต่ยังไม่ออกไปจากราชอาณาจักร

คนไทยนั้นมีฝีมือไม่แพ้ใครในโลก ถ้ารัฐส่งเสริมด้านภาษาและวัฒนธรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้คนงานไทย ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยโตขึ้นอย่างยั่งยืน ผมทราบว่า รัฐมีการส่งเสริมกิจกรรมด้านนี้อยู่แล้ว แต่แน่ใจหรือครับว่ามีประสิทธิภาพ ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน และถ้าจะทำให้ดีกว่าเพื่อนบ้านได้ยิ่งดีใช่ไหมครับ

สุดท้าย รัฐคงจะต้องเร่งฟื้นฟูธุรกิจขนาดย่อมอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการทั้งด้านการผลิต การบริหาร การจัดจำหน่าย การเงิน และเทคโนโลยี รวมทั้งการฝึกอบรมบุคลากรให้สามารถปรับตัวกับภาวะการแข่งขัน และรัฐจะต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ผูกขาดตัดตอน ทำให้ธุรกิจเอ็สเอ็มอีมีสภาพที่เรียกว่า ถึงไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ความจริงมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำได้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ต้องฝากความหวังไว้กับคุณ....หรือการกู้เงินจำนวนมหาศาลมาลงทุนของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

เรากำลังอยู่ในระบบเศรษฐกิจตามกระแส เช่น กระแสคิวอี กระแสเออีซี กระแสกู้เงินสร้างชาติ กระแสหุ้น กระแสทองที่ฟู่ฟ่าไปตามสถานการณ์ โดยไม่มีความสามารถในตัวเองอย่างที่ท่านปยุตกล่าวไว้หรือไม่

ท่านผู้อ่านลองคิดดู แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า คนที่คิดอย่างนี้ไม่มีโอกาสรวยอย่างส้มหล่นเหมือนคนที่เล่นเศรษฐกิจตามกระแสแต่เศรษฐกิจของชาติจะไม่กลวงอย่างทุกวันนี้หรอกครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท