
การแยกท่อก๊าซ : จุดเริ่มของต้นขแงการปฏิรูปพลังงาน
มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้บริษัท ปตท. แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกจากกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ออกมาตั้งเป็นอีกบริษัทหนึ่งแยกออกมาจาก ปตท. โดยในระยะแรกให้ ปตท.ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ไปก่อน ต่อจากนั้นให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณาเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 25% ซึ่งจะทำให้รัฐมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทใหม่มากขึ้น
มติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันศุกร์ที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้บริษัท ปตท. แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกจากกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ออกมาตั้งเป็นอีกบริษัทหนึ่งแยกออกมาจาก ปตท. โดยในระยะแรกให้ ปตท.ถือหุ้นในสัดส่วน 100% ไปก่อน ต่อจากนั้นให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณาเข้าไปถือหุ้นในสัดส่วน 25% ซึ่งจะทำให้รัฐมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทใหม่มากขึ้น
มตินี้อาจกล่าวได้ว่า เป็นก้าวแรกของการปฏิรูปพลังงานในบ้านเรา เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการลดการผูกขาดในธุรกิจก๊าซธรรมชาติให้น้อยลง จากเดิมที่การจัดหา การจัดส่ง และการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติในบ้านเราจะอยู่ภายใต้การดำเนินการของ ปตท.เกือบทั้งหมด แต่เนื่องจากปัจจุบันมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติอัดเหลว (LNG) จากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต จึงมีความจำเป็นที่จะต้องลดการผูกขาดของ ปตท.ลงเพื่อให้เกิดการแข่งขัน อันจะนำสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินกิจการและราคาที่ถูกลง
ถามว่ามตินี้เป็นผลดีต่อ ปตท.ไหม และ ปตท.ได้ประโยชน์ใดจากมติของ กพช.นี้หรือไม่ คำตอบก็คือมตินี้ไม่มีผลดีต่อ ปตท.เลย ถ้าเลือกได้ ปตท.คงเลือกที่จะคงสถานะเหมือนเดิมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมากกว่า ดังนั้นถ้าเราเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็ต้องบอกว่ามติ กพช.ครั้งนี้ทำให้ ปตท.เสียผลประโยชน์ และจะทำให้ธุรกิจท่อส่งก๊าซมีผู้เข้ามาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ก๊าซและประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าในระยะยาว
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ก็ยังมีประชาชนกลุ่มหนึ่งออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย โดยกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยนี้ไม่ได้คัดค้านการแยกท่อก๊าซ แต่ไม่เห็นด้วยกับการแยกออกมาเป็นบริษัทที่ ปตท.ถือหุ้น 100% แต่ต้องการให้ ปตท.คืนท่อก๊าซทั้งระบบให้กับกระทรวงการคลัง และให้กระทรวงการคลังถือหุ้นในบริษัทท่อก๊าซนี้ 100% นั่นเอง
ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นเรื่องเดิมที่มีการโต้เถียงกันมาอย่างยาวนาน โดยฝ่ายผู้คัดค้านก็กล่าวหา ปตท.ว่ายังคืนท่อก๊าซไม่หมด เพราะคืนเฉพาะท่อบนบก แต่ท่อในทะเลยังไม่ได้คืน
ทางด้าน ปตท.ก็ชี้แจงว่าคืนไปหมดแล้วตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่ให้คืนเฉพาะทรัพย์สินที่มีการรอนสิทธิของเอกชนจากการใช้อำนาจมหาชนของรัฐ และการใช้เงินลงทุนของรัฐ ดังนั้นท่อในทะเลจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องส่งคืน เพราะไม่มีการรอนสิทธิของเอกชน และ ปตท.ไม่ได้ใช้เงินลงทุนของรัฐ
อีกทั้งกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และศาลปกครองสูงสุด ก็ได้มีหนังสือและบันทึกมายัง ปตท.ว่า ปตท.ได้ดำเนินการโอนทรัพย์สินทั้งหมดตามคำพิพากษาเรียบร้อยแล้ว และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบการดำเนินการดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค. 2553
ซึ่งเรื่องนี้ต่อมาทางภาคประชาชนยังได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลางอีกว่า ปตท.ยังคืนท่อไม่ครบตามคำพิพากษา แต่ทั้งศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลางก็ได้ยกคำร้องและมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โดยศาลได้พิจารณาว่า “หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามคำพิพากษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ค้างคาใจประชาชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความเห็นว่าท่อก๊าซนี้เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ได้มาจากการที่ ปตท.ใช้สิทธิในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจวางท่อก๊าซในทะเล ดังนั้นท่อจึงควรคืนมาเป็นของรัฐ ไม่ควรนำไปแปรรูปให้เอกชนร่วมเป็นเจ้าของอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ซึ่งเรื่องนี้ผมเห็นว่า เราควรแยกให้ออกระหว่างสิทธิในการอนุญาตให้ผู้ใดมาทำธุรกิจท่อส่งก๊าซกับกรรมสิทธิ์ในท่อก๊าซ เพราะแน่นอนว่าสิทธิในการอนุญาตให้ใครหรือผู้ใดมาทำธุรกิจท่อส่งก๊าซหรือวางท่อก๊าซนั้น ย่อมต้องเป็นของรัฐอย่างแน่นอน ถ้ารัฐไม่อนุญาตหรือไม่ยินยอม ใครก็มาทำไม่ได้ (ถ้าอยู่ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 กม.)
ส่วนกรรมสิทธิ์ในท่อก๊าซนั้น ย่อมต้องเป็นของผู้ลงทุน ดังนั้นในกรณีนี้จึงขึ้นอยู่กับการตีความว่า ในขณะที่มีการลงทุนท่อก๊าซในทะเลนั้น ใครเป็นผู้ลงทุน ซึ่งเท่าที่ผมทราบคือองค์การก๊าซธรรมชาติเป็นผู้ลงทุน และต่อมาได้ถูกยุบรวมเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และกลายมาเป็น ปตท.ในที่สุด ดังนั้นกรรมสิทธิ์ในท่อก๊าซจึงตกทอดมาเป็นของ ปตท.ในปัจจุบัน
แต่ด้วยเหตุที่ไม่มีการแยกท่อก๊าซออกจาก ปตท.ภายหลังการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ภายในหนึ่งปีตามมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2544 จึงทำให้เรื่องนี้ค้างคามานานจนถึงปัจจุบัน
ปัญหาที่เห็นไม่ตรงกันอยู่ในขณะนี้ก็คือ ฝ่ายที่คัดค้านเห็นว่าท่อต้องคืนกลับมาเป็นของรัฐก่อน แล้วค่อยไปจัดตั้งเป็นหน่วยงานแยกต่างหากออกจาก ปตท. แต่ทาง ปตท.เห็นว่านี่คือทรัพย์สินของ ปตท. ถ้ารัฐต้องการก็ต้องซื้อคืนไป และปัจจุบันถึงแยกออกมาเป็นบริษัทต่างหาก รัฐก็ถือหุ้นในบริษัทท่อก๊าซแห่งนี้แล้วถึง 66% (กระทรวงการคลัง 51% กองทุนวายุภักษ์ 15%) และ กพช.ยังได้มีมติให้กระทรวงการคลังเพิ่มทุนในบริษัทอีก 25% ในภายหลัง ซึ่งก็จะทำให้กระทรวงการคลังมีหุ้นในบริษัทท่อส่งก๊าซแห่งนี้มากขึ้นเป็น 74.5%
ส่วนการที่กังวลว่ากองทุนวายุภักษ์ ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง 100% เป็นกองทุนเปิดจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อาจจะขายหุ้นออกไปให้เอกชนเมื่อไรก็ได้นั้น ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องของนโยบายที่ผู้ที่จะดำเนินนโยบายดังกล่าวต้องรับผิดชอบต่อประชาชน และต้องมีการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระต่างๆ และภาคประชาชน และต้องตอบสังคมให้ได้ว่าการกระทำดังกล่าวจะส่งผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวมอย่างไร
ดังนั้น ถ้าพิจารณากันโดยไม่ติดยึดกับความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือการนำ ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์ในอดีตแล้ว ผมคิดว่าการริเริ่มแยกท่อก๊าซออกจาก ปตท.มาตั้งเป็นบริษัทใหม่ในครั้งนี้ น่าจะเป็นก้าวแรกที่ดีของการปฏิรูปพลังงานไทย เพราะจะเป็นก้าวแรกของการลดการผูกขาดและเพิ่มการแข่งขันอย่างที่เราเรียกร้องกันมาโดยตลอด
ส่วนที่มีบางคนออกมาบอกว่านี่เป็นการเตรียมการสำหรับการแปรรูป ปตท.รอบที่สองนั้น ผมคิดว่าอย่าไปจินตนาการถึงขนาดนั้นเลยครับ
ภายใต้สภาวะปัจจุบันที่มีคนออกมาก่อกระแสทวงคืน ปตท. ทวงคืนท่อก๊าซเช้าเย็นแบบนี้ ถ้ามีใครคิดจะทำจริงๆ ผมว่าเที่ยวนี้หุ้น ปตท.คงไม่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเหมือนคราวที่แล้วหรอก
ดีไม่ดีอาจขายไม่หมด จนต้องซื้อเก็บเอาไว้เองก็เป็นได้!!!







