
"ประยุทธ์" เด็ดขาด ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย
คณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 1 กำลังจะเริ่มปฏิบัติงานภายหลังจากการแถลงนโยบายต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
คณะรัฐมนตรีประยุทธ์ 1 กำลังจะเริ่มปฏิบัติงานภายหลังจากการแถลงนโยบายต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ในเร็วๆ นี้ ซึ่งมีเรื่องเร่งด่วนต้องดำเนินการหลายอย่าง โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ปัญหาการเมืองทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในหลุมดำ เศรษฐกิจไร้การจัดการ ไม่มีการลงทุนเพิ่มของรัฐแม้จะมีการตั้งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ไว้ เอกชนไม่ขยับขยายโครงการใหญ่ๆ ไม่มีใครดูแลปัญหาปากท้องของประชาชน เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงลิบ การคอร์รัปชั่นขยายตัวสูงอย่างน่าเป็นห่วง
ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลภายใต้การกำกับของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ดูไปแล้วแทบไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ยึดอำนาจการปกครองจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 19 ก.ย. 2549 เลย
นอกจากนี้ ผู้ที่กุมบังเหียนเศรษฐกิจในรัฐบาล คมช.และรัฐบาล คสช. เป็นคนเดียวกัน คือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งในรัฐบาล คมช.ซึ่งถูกขนานนามว่ารัฐบาลขิงแก่ รับตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.คลัง แต่ในรัฐบาลประยุทธ์ 1 รับตำแหน่งรองนายกฯ เพียงตำแหน่งเดียว ดูแลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทหารถูกตั้งความหวังและตั้งมาตรฐานเอาไว้สูง เพราะการลุกฮือ มาต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่เอาเสียงข้างมากมาใช้อย่างลุแก่อำนาจและมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างน่าเกลียด ประชาชนก็หวังว่าเมื่อได้ผู้บริหารประเทศใหม่ น่าจะได้คนที่ดีกว่าเดิม เพราะมีภารกิจสำคัญต้องทำ ทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เร่งรัดการลงทุนโครงการขนาดใหญ่เพื่อให้เกิดการจ้างงาน เร่งเบิกจ่ายใช้งบประมาณปี 2558 การแก้ไขปัญหาการส่งออกและการท่องเที่ยวที่หดตัว เป็นงานเร่งด่วนต้องทำให้เร็วที่สุด
แม้ปัญหาเศรษฐกิจที่เผชิญจะเหมือนกัน แต่ความยากง่ายในการดำเนินนโยบายให้สัมฤทธิผลต่างกัน ในช่วงที่รัฐบาลขิงแก่ของคมช.เข้ามาบริหารประเทศ เศรษฐกิจโลกกำลังปักหัวลงจากวิกฤตซับไพรม์ หนี้เสียของอเมริกาที่พุ่งสูงจนทำให้สถาบันการเงินล้มส่งผลกระทบลุกลามไปทั่วโลก การส่งออกชะลอตัว การลงทุนจากต่างชาติหดหายไปนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ก็หายไป อีกทั้งค่าเงินบาทแข็งค่ามากอย่างเป็นประวัติการณ์ จาก 39 บาท เป็น 36 บาท ในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้ามาในตลาดเกิดใหม่รวมทั้งไทย ที่ให้ผลตอบแทนดีและปลอดภัยกว่า
เงินไหลเข้าไม่ยอมหยุด จากการผสมโรงของนักเก็งกำไร จึงทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตัดสินใจออกมาตรการเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2549 ให้มีการสำรองเงินนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ในอัตรา 30% โดยเงินที่สำรองไว้ให้นำมาฝากกับแบงก์ชาติและหาลงทุนในประเทศไม่ถึง 1 ปี แบงก์ชาติจะคืนเงินให้เพียง 20% โดยจะริบเงินไว้ 10% มาตรการดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นในวันถัดมาตกหนักมากกว่า 108 จุด และในคืนวันเดียวกัน ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ต้องออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ผ่อนผันมาตรการดังกล่าว
รัฐบาลขิงแก่เข้ามาบริหารเศรษฐกิจภายใต้ความเสี่ยงที่มาจากปัจจัยต่างประเทศล้วนๆ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลแทบจะไม่กระดิกตัวทำอะไรเลย การลงทุนใหม่ไม่มี การทำงานก็ไม่เป็นเอกภาพ แต่ โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพในขณะนั้น ซึ่งรั้งตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.อุตสาหกรรม อธิบายว่า การจะลงทุนอะไรก็จะต้องดูความคุ้มค่าเป็นหลัก เพราะกระสุนมีจำกัด ต้องเก็บไว้ใช้ยามจำเป็น เนื่องจากฐานะการคลังในช่วงนั้นเริ่มส่งสัญญาณการขาดดุลงบประมาณ และส่อว่าตัวเลขหนี้สาธารณะสูงขึ้น จึงเลือกที่จะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่ควรจะทำ เพราะเกรงว่าหากวิกฤตซัพไพร์มในอเมริกาไม่จบง่าย และส่งผลลุกลามมาถึงไทย เศรษฐกิจอาจจะตกอยู่ในภาวะลำบาก
แต่รัฐบาลประยุทธ์ 1 เข้ามาบริหารประเทศในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังจะฟื้นตัว ปัจจัยต่างประเทศเอื้ออำนวยที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็ว แต่ปัจจัยในประเทศกลายเป็นความเสี่ยงปัญหาการเมืองที่เกิดมาตลอดนับตั้งแต่ปี 2549 ได้ฉุดให้โครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเสียหายไปมาก แทบจะไม่มีการลงทุนใหม่ เพราะนักลงทุนไม่เชื่อมั่นในเสถียรภาพการเมืองของไทย การส่งออกไม่ขยายตัว เพราะมีประเทศคู่แข่งทางการค้ามากขึ้น นักท่องเที่ยวก็ลดจำนวนเข้ามามาก เนื่องจากติดปัญหาที่รัฐบาลประกาศกฎอัยการศึก รัฐบาลบางประเทศประกาศเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการเดินทางมาในประเทศไทย
ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในรอบนี้คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะทำให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายอีกครั้งซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มองว่ารอบนี้จะเป็นการไหลออกของเงินทุนต่างชาติกลับไปลงทุนในอเมริกาและยุโรป จะดึงให้ดอกเบี้ยในประเทศปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจทางอ้อม
แนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ 1 จะมุ่งไปที่การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการใช้นโยบายการคลังเป็นหลัก ส่วนนโยบายการเงินไม่สามารถเป็นเครื่องมือได้มากนัก
ประเด็นสำคัญในการเปรียบเทียบการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล คมช. ที่มี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกฯ นั้น การเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีดูแลเศรษฐกิจนั้น เริ่มต้นก็ดูดี ทั้ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร และ โฆสิต ส่วน รมว.พาณิชย์ คือ เกริกไกร จีระแพทย์ ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รมว.พลังงาน ก็ทำงานเข้าขากันดี
แต่บริหารได้ไม่นาน ก็ออกอาการไปกันคนละทาง ซึ่งม.ร.ว.ปรีดิยาธร เคยกล่าวว่า เมื่อยึดอำนาจได้แล้วต้องตั้งผู้กุมบังเหียนให้ดี ยึดอำนาจซึ่งไม่ดี แต่ ณ วันนั้นทุกคนเห็นเอกฉันท์ ประเทศอยู่ไม่ได้ ใช้หนทางประชาธิปไตยต่อไปไม่ได้ เราก็จะพักสักพัก ใช้หนทางอื่น เพื่อให้ประเทศไปต่อไป แต่ตอนพักต้องใช้คนที่เก่งบริหารประเทศ เผอิญคุณภาพคนตอนนั้นกับตอนนี้ไม่เท่ากัน มันเลยต่างกัน
อาการบริหารไปคนละทางทำให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ตัดสินใจลาจากรัฐบาลสุรยุทธ์โดยให้เหตุผลที่ลาออกว่า เพราะต้องสู้เองตลอด ใครมาขวางต้องสู้เอง แต่ก็ถูกดึงตลอด แต่ทันทีที่ผู้นำแสดงออกไม่เอาเรา ไม่ใช่เพราะรับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ไม่ได้ แต่นายกฯ ไปออกวิทยุบอกว่าที่คุณสมคิดเข้ามา คนนี้เหมาะ เพราะเป็น รมว.คลัง มาก่อน ดังนั้นกระจ่างชัดว่าไม่เอา ก็ไม่หน้าด้านอยู่ ก็ไม่หน้าด้านทำก็เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ดี ในรัฐบาลประยุทธ์ 1 ม.ร.ว.ปรีดิยาธร มีบทบาทมากในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และหัวหน้า คสช.ให้สิทธิในการสามารถเลือกคนมาเป็นมือไม้ได้เอง เพื่อให้งานบริหารเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ราบรื่นและแก้ไขปัญหาไปได้ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งถือว่านายกฯ ให้อำนาจเบ็ดเสร็จในการดำเนินนโยบายตามสไตล์ของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา ที่คิดเร็ว ทำเร็ว และเฉียบขาด พูดคำไหนคำนั้น
แต่นี่คือการเริ่มต้น ยังไม่สามารถมั่นใจได้ว่าเมื่อบริหารงานต่อไปแล้ว ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ เพราะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่มาจากสายทหารอย่าง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม กับ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ จะทำงานได้เข้าขากับหัวหน้าทีมเศรษฐกิจเป็นเนื้อเดียวกันได้ไหม จะไปคนละทางสองทางเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในสมัยคมช.จนทำให้รัฐบาลขิงแก่ไม่มีผลงานประทับใจประชาชน
ปัญหาเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ แม้จะคล้ายคลึงกับสมัย คมช. แต่มีความยากกว่าในรายละเอียด ความเสียหายจากโครงการประชานิยมที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทิ้งไว้ให้มากกว่า 3 แสนล้านบาทแน่นอน และยังมีความเสียหายในเชิงโครงสร้างที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ รวมทั้งจะมีการเปิดเสรีการค้าตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ต้องปฏิรูปภาษี กฎระเบียบ และกฎหมายการค้าใหม่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต้องใช้การรวมพลังกันทำงานให้มีเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน
หากปล่อยให้เกิดการไร้เสถียรภาพของทีมเมื่อไหร่ รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็อาจจะจบแบบรัฐบาลขิงแก่ ไม่สามารถคืนความสุขให้ประชาชนได้ ซึ่งเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแน่นอน







