posttoday
ทักษะทางการเงินการพัฒนาตลาดการเงิน

ทักษะทางการเงินการพัฒนาตลาดการเงิน

08 กันยายน 2557

สวัสดีครับ วันนี้ผมขอพาท่านผู้อ่านทำความรู้จักกับคำว่า “ทักษะทางการเงิน” หรือที่ใช้ในภาษาอังกฤษ ว่า “Financial Literacy” ซึ่งอาจมีความหมายที่หลากหลายและแตกต่างสำหรับแต่ละคนในสังคมเพื่อให้เข้าใจตรงกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ได้กำหนดนิยามของทักษะทางการเงินไว้ว่า “ทักษะทางการเงิน คือ องค์ประกอบมวลรวมของความตระหนัก ความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ ตลอดจนพฤติกรรมที่จำเป็นต่อการตัดสินทางการเงินและกำหนดความเป็นอยู่ทางการเงินที่ดีได้” และจากข้อมูลของสถาบัน IMD ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สำรวจความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในโลก พบว่าหากพิจารณาเปรียบเทียบเอาเฉพาะประเทศในภูมิภาคอาเซียนจำนวน 5 ประเทศ ในปีล่าสุด อันดับของประเทศที่มีทักษะทางการเงินเรียงลำดับจากระดับสูงกว่าไปต่ำกว่า ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และที่น่าตกใจคือ ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับท้ายสุดของตารางในมิติของทักษะทางการเงินที่จำเป็นต่อการทำงานและการพัฒนาประเทศ ดังแสดงในตารางที่ 1

สวัสดีครับ วันนี้ผมขอพาท่านผู้อ่านทำความรู้จักกับคำว่า “ทักษะทางการเงิน” หรือที่ใช้ในภาษาอังกฤษ ว่า “Financial Literacy” ซึ่งอาจมีความหมายที่หลากหลายและแตกต่างสำหรับแต่ละคนในสังคมเพื่อให้เข้าใจตรงกัน องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ได้กำหนดนิยามของทักษะทางการเงินไว้ว่า “ทักษะทางการเงิน คือ องค์ประกอบมวลรวมของความตระหนัก ความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ ตลอดจนพฤติกรรมที่จำเป็นต่อการตัดสินทางการเงินและกำหนดความเป็นอยู่ทางการเงินที่ดีได้” และจากข้อมูลของสถาบัน IMD ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สำรวจความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ในโลก พบว่าหากพิจารณาเปรียบเทียบเอาเฉพาะประเทศในภูมิภาคอาเซียนจำนวน 5 ประเทศ ในปีล่าสุด อันดับของประเทศที่มีทักษะทางการเงินเรียงลำดับจากระดับสูงกว่าไปต่ำกว่า ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และที่น่าตกใจคือ ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับท้ายสุดของตารางในมิติของทักษะทางการเงินที่จำเป็นต่อการทำงานและการพัฒนาประเทศ ดังแสดงในตารางที่ 1

ทั้งนี้ ผมขอให้ข้อมูลแก่ท่านเพิ่มเติมว่า สถาบันแห่งนี้ได้จัดอันดับทักษะทางการเงินเป็นประจำทุกปี และจากข้อมูลจากสถาบันเดียวกันนั้น ในปี 2012 ประเทศอินโดนีเซียมีทักษะทางการเงินต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 5 นั่นก็หมายความว่า ประเทศไทยถูกประเทศอินโดนีเซียแซงขึ้นหน้าไปแล้วในด้านระดับทักษะทางการเงินโดยเฉลี่ยของประชาชน

นอกจากนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้ใช้แบบทดสอบตามมาตรฐานขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ทำการสำรวจทักษะทางการเงินของคนไทยในปี 2556 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นคนไทยอายุตั้งแต่ 1589 ปี ที่มีความรู้ระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป พบว่าระดับคะแนนทักษะทางการเงินของคนไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด และมีคนไทยมากกว่า 30% ที่มีคะแนนความรู้ทางการเงินอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จากการสำรวจพบว่าความรู้ทางการเงินที่คนไทยยังไม่เข้าใจ คือ การคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อและการคำนวณดอกเบี้ยทบต้น ตลอดจนไม่เข้าใจเรื่องมูลค่าของเงินตามเวลา ดังนั้น ผมจึงเห็นควรว่าประเทศไทยควรจะต้องให้ความสนใจกับการให้ความรู้และทักษะทางการเงินได้แล้ว เพราะตอนนี้ “คนไทยถึงแม้จะอ่านออกเขียนได้ แต่ทักษะทางการเงินโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน 5 แล้ว” ขอย้ำนะครับว่า “โดยเฉลี่ย” เพราะอาจจะค้านกับความรู้สึกลึกๆ ของหลายท่านที่เป็น “คนเมือง” ที่ใกล้ชิดกับตลาดการเงิน เข้าถึงการศึกษาและข้อมูลข่าวสารได้ดีกว่า “คนชนบท” ที่มีทักษะทางการเงินที่แตกต่างกับ “คนเมือง” อย่างชนิดฟ้ากับเหวก็ได้ครับ

จากการที่อันดับความรู้และทักษะทางการเงินโดยเฉลี่ยของเราต่ำกว่าประเทศอินโดนีเซียจากที่เคยอยู่สูงกว่าใน 2 ปีก่อนหน้า ก็แปลความได้ว่าประเทศอินโดนีเซียได้ลดความเหลื่อมล้ำของทักษะทางการเงินระหว่างคนที่มีความรู้สูงและระดับรากหญ้าลงแล้ว จึงทำให้ค่าเฉลี่ยของระดับทักษะทางการเงินดีขึ้นจนเฉือนชนะประเทศไทยไปได้ ดังนั้นความจำเป็นเร่งด่วนจึงอยู่ที่ว่าเราต้องยกระดับทักษะทางการเงินของคนรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้มีความรู้และทักษะทางการเงินโดยด่วนที่สุดได้อย่างไร เพราะเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ยังมีทักษะทางการเงินอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งทักษะทางการเงินถือว่าเป็นพื้นฐานของการทำธุรกรรมทางการเงิน การขาดทักษะทางการเงินนี้จึงนับเป็นอุปสรรคในการพัฒนาตลาดการเงินไทย เพราะหากไม่สามารถเข้าใจกลไกของดอกเบี้ยและมูลค่าของเงินตามเวลาแล้ว ก็คงไม่สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินให้เหมาะสมกับตนเอง ไม่สามารถเปรียบเทียบต้นทุนของเงินทุนและการกู้ยืมได้อย่างไม่ต้องพูดถึงเรื่องการลงทุนในตราสารหนี้หรือตราสารทุนเลย รับประกันได้เลยว่าไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องกันทีเดียว โดยปัญหาดังกล่าวนั้นถูกระบุชื่อเรียกว่า “Financial Illiteracy” หรือภาวะ “ขาดทักษะทางการเงิน” นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าทักษะทางการเงินนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันและจะขาดเสียมิได้ ตั้งแต่การวางแผนรายรับรายจ่าย การตัดสินใจออมหรือลงทุน ตลอดจนการวางแผนทางการเงินเพื่อการเกษียณ ในสังคมเมืองที่มีคนที่มีการศึกษาสูง ปัญหานี้ก็คงไม่หนักหนาสาหัสนัก แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือ ผู้ที่มีรายได้น้อยและการศึกษาไม่สูงในสังคมเรายังมีอยู่อีกมากที่เพลิดเพลินไปกับสังคมบริโภคนิยมที่บริโภคเกินตัว หลายคนใช้วงเงินในบัตรเครดิตหมุนไปหมุนมา กู้เงินก้อนใหม่ไป Refinance หนี้ก้อนเก่า หรือแม้กระทั่งต้องไปกู้เงินนอกระบบโดยต้องเสียดอกเบี้ยในอัตรามหาโหด แต่ก็ไม่สะทกสะท้านเพราะไม่เข้าใจอานุภาพแห่งการทบต้นของดอกเบี้ยนั่นเอง แต่ผมก็ดีใจที่ทราบว่าทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาการขาดความรู้และทักษะทางการเงินนี้ และได้ขยายความรู้ที่เกี่ยวข้องทางการเงินไปสู่คนทุกระดับในทุกภาคของประเทศ ผมคิดว่าเรากำลังไปได้ถูกทางแล้ว เพราะว่าทักษะทางการเงินเป็นทักษะที่สำคัญที่จะยกระดับฐานะและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และนำไปสู่การพัฒนาสถาบันการเงิน ตลาดการเงินและตลาดทุนต่อไป หากเราต้องการจะพัฒนาตลาดการเงินและตลาดทุนให้มีความก้าวหน้าและยั่งยืนแล้ว การสร้างรากฐานความรู้ให้กับคนในประเทศในเรื่องทักษะทางการเงิน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำในระดับต้นๆ ก่อนการพัฒนาด้านอื่นๆ อีกด้วย เพราะหากขาดความรู้และทักษะทางการเงินของคนในชาติแล้ว ตลาดการเงินคงไม่สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท