posttoday
คิดถึง ถวัลย์ ดัชนี

คิดถึง ถวัลย์ ดัชนี

07 กันยายน 2557

เมื่อได้ข่าวว่าศิลปินแห่งชาติ ถวัลย์ ดัชนี เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคตับอักเสบ

เมื่อได้ข่าวว่าศิลปินแห่งชาติ ถวัลย์ ดัชนี เสียชีวิตแล้ว ด้วยโรคตับอักเสบ เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 2 ก.ย. ผู้เขียนรู้สึกใจหายและคิดถึง ถวัลย์ ดัชนี เป็นอย่างมาก

จำได้ว่าผู้เขียนรู้จัก ถวัลย์ ดัชนี เมื่อปี 2512 ที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน เชิงสะพานหัวช้าง ปทุมวัน ขณะนั้น ถวัลย์ ดัชนี เพิ่งจบการศึกษามาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ มาพำนักทำงานสร้างสรรค์ศิลปะที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน

เมื่อพบกันครั้งแรกผู้เขียนมีอายุ 20 ปี ถวัลย์ ดัชนี เป็นศิลปินหนุ่มอายุ 30 ปี สำหรับผู้เขียนความน่าสนใจของถวัลย์ ดัชนี ไม่ได้อยู่ที่งานศิลปะที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น หรือการแต่งกายอันแปลกประหลาดในชุดกางเกงยีนส์สีดำ และเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีชมพูแจ๊ด พร้อมหนวดเคราอันรุงรังและผมยาวเลยบ่าที่เขาม้วนเป็นจุกไว้ในบางครั้ง หากแต่ความเป็นตัวตนของถวัลย์ ดัชนี ที่ผู้เขียนได้สัมผัสในยามพูดคุยด้วยต่างหากที่เป็นสิ่งประทับใจมาก เพราะ ถวัลย์ ดัชนี ไม่มีใครเหมือน ในความเฉลียวฉลาดลึกซึ้ง รอบรู้ไปหมดในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปวัฒนธรรม ศาสนา วรรณกรรม เป็นผู้ที่มีความแหลมคมทางภาษา ที่แต่งแต้มไปด้วยอารมณ์ขันและความงดงามวิจิตรพิสดารไม่มีที่สิ้นสุด

การพบและได้พูดคุยกับถวัลย์ ดัชนี จึงเป็นความสุขสนุกสนานที่ได้ทั้งความรู้และอรรถรสอันแปลกประหลาดมหัศจรรย์ที่ไม่อาจหาใครในโลกนี้เสมอเหมือน ถวัลย์ ดัชนี มีความจำเป็นเลิศกับวรรณกรรมไทยทุกชนิดในทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นงานวรรณกรรมของใคร ในสมัยใด ดูเหมือนจะอัดแน่นอยู่ในสมองอันล้ำเลิศของถวัลย์ ดัชนี ไปเสียสิ้น ทั้งยังสามารถถ่ายทอดมาสู่ผู้ฟังได้อย่างไพเราะเพราะพริ้งอีกด้วย

เมื่อผู้เขียนไปมาหาสู่ถวัลย์ ดัชนี จนคุ้นเคยสนิทสนม ผู้เขียนก็ได้รับรู้ประวัติชีวิตของถวัลย์ ดัชนี ซึ่งต่อมาผู้เขียนเรียกอย่างเต็มปากว่า “พี่หวัน” จากปากคำของเจ้าตัวเองว่า

ถวัลย์ ดัชนี เกิดเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2482 ที่ อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นบุตรคนสุดท้องของนายศรี ดัชนี ข้าราชการกรมสรรพสามิต และนางบัวคำ ดัชนี สกุลเดิม พรหมสา มีพี่ร่วมบิดามารดาอีก 3 คน คือ

1.พ.ต.สว่าง ดัชนี (ถึงแก่กรรม)

2.นายสมจิตต์ ดัชนี (ถึงแก่กรรม)

3.นายวสันต์ ดัชนี (ถึงแก่กรรม)

เมื่อวัยเด็กพี่หวันเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนเชียงรายพิทยาคม แล้วไปเรียนต่อชั้นประถมที่โรงเรียนบุญนิธิ ซึ่งตั้งอยู่ริมกว๊านพะเยา และเรียนต่อมัธยมต้นที่โรงเรียนพะเยาพิทยาคม เมื่อคุณพ่อย้ายกลับไปรับราชการที่เชียงราย จึงย้ายไปเข้าเรียนที่โรงเรียนสามัคคีวิทยา จนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ในสมัยนั้นพี่หวันเล่าว่าตนเองมีความชอบและมีความสามารถในทางวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก สามารถที่จะวาดรูปตัวละครรามเกียรติ์ได้เกือบทุกตัวตั้งแต่เรียนชั้นประถมต้น ทั้งยังมีความทรงจำเป็นเลิศสามารถจำชื่อเพื่อนร่วมชั้นทุกชั้นปีที่เรียนหนังสือร่วมกันมาทั้งที่โรงเรียนในเชียงรายและที่พะเยาได้หมดทุกคน พอโตขึ้นอายุได้ 78 ขวบ ความที่ชื่นชอบเรื่องของนายมั่นนายคง จากวิทยุปลุกใจตอนปลายและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากฝีมือของ สังข์ พัธโนทัย พี่หวันก็มีความคิดแผลงๆ ด้วยการไปเที่ยวชวนเพื่อนฝูงให้มากรีดเลือกสาบานว่าจะไปอยู่ดงพญาเย็นเมื่อโตขึ้น และคิดอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่ไม่เหมือนคนอื่นมาตั้งแต่เด็ก พี่หวันจึงเป็นลูกชายคนเล็กที่แม่ไม่ค่อยรักใคร่ไยดีเหมือนลูกคนเล็กของบ้านอื่นๆ

หลังจากจบชั้นมัธยม 6 จากเชียงราย พี่หวันก็ได้รับทุนมาเรียนต่อที่โรงเรียนเพาะช่าง ได้เป็นนักเรียนดีเด่น ด้วยฝีมือการวาดรูปที่แม่นยำ เฉียบคม ฉับไว จึงเป็นหนึ่งในนักเรียนเพาะช่างดีเด่นด้านจิตรกรรม ที่ผลงานได้รับการคัดเลือกไปแสดงในหอศิลป์แห่งชาติ นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นพี่หวันจึงเข้าศึกษาต่อที่คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และได้เป็น “ศิษย์รุ่นท้ายๆ ของ ศ.ศิลป์ พีระศรี” พี่หวันเล่าว่าเป็นเด็กบ้านนอกเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ แม้จะได้ทุนเรียนแต่ไม่ได้มีที่อยู่อาศัย ต้องไปอยู่หอพักกับเพื่อนๆ บางทีก็นอนกันที่โรงเรียนเพาะช่างนั่นแหละ ชีวิตของนักเรียนศิลปะก็อยู่อย่างอิสรเสรีไม่ค่อยเป็นที่เป็นทาง จนกระทั่งมีเพื่อนชวนให้ไปอยู่ที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน จึงอยู่ต่อมาเรื่อยๆ จนจบมหาวิทยาลัยศิลปากร ไปเมืองนอกเรียนจบกลับมาก็ยังมาอยู่ที่เดิม

เมื่อพี่หวันเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยศิลปากรชั้นปีที่ 1 พี่หวันทำคะแนนวาดรูปได้ถึง 100+ แต่เมื่อขึ้นชั้นปีที่ 2 พี่หวันทำได้เพียง 15 คะแนน ด้วยเหตุผลที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ให้ไว้ว่า “ปลาของนายไม่มีกลิ่นคาว นกของนายแหวกว่ายไปในอากาศไม่ได้ ม้าของนายไม่สามารถที่จะควบหรือวิ่งทะยานออกไปได้ นายเป็นเพียงแค่นักลอกรูป มันไม่ใช่งานศิลปะ”

เมื่อได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี พี่หวันก็เปลี่ยนแปลงการทำงานศิลปะของตนเองใหม่หมด พยายามค้นหาพลังความสามารถและวิถีแห่งตนอย่างจริงจัง ในระหว่างที่เรียนในมหาวิทยาลัยศิลปากรนี่เอง พี่หวันก็มีโอกาสได้พบและรู้จักกับผู้ใหญ่สองท่านที่พี่หวันมีความเคารพนับถือในใจมานาน คือ อาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ซึ่งทั้งสองท่านนี้ได้เป็นกำลังใจและให้การสนับสนุนการทำงานศิลปะของพี่หวันตลอดมา

คิดถึง ถวัลย์ ดัชนี

 

ความพยายามที่จะดำรงอยู่ในวิถีทางแห่งศิลปะของพี่หวัน อยู่ในสายตาของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี อย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นแววว่าลูกศิษย์ผู้นี้มีโอกาสจะประสบความสำเร็จในวิชาชีพศิลปะในอนาคต อาจารย์ศิลป์จึงสนับสนุนให้พี่หวันสอบชิงทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์วัฒนธรรมและการศึกษาเนเธอร์แลนด์ ไปศึกษาต่อด้านจิตรกรรมฝาผนัง อนุสาวรีย์และผังเมือง ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ พี่หวันเรียนต่อจนได้ปริญญาเอกสาขาอภิปรัชญาและสุนทรียศาสตร์ จากราชวิทยาลัยศิลปะแห่งอัมสเตอร์ดัม พี่หวันเรียนจบกลับมาพร้อมกับการพูดภาษาดัตช์และภาษาเยอรมันได้อย่างคล่องแคล่ว นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษที่พูดได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว

ชีวิตในวัยหนุ่มของพี่หวันเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรพี่หวันก็แอบหลงรักสาวคนหนึ่งที่พี่หวันเปรียบว่า เธอเป็นเสมือนเทพเจ้าแห่งชีวิตและดวงวิญญาณของถวัลย์ แต่พี่หวันก็อกหักเพราะรักเขาข้างเดียว แม้เวลาจะผ่านไปเป็นเวลานานจนพี่หวันเรียนจบปริญญาเอกกลับมาแล้ว ก็ยังคงเก็บจดหมายรักที่พี่หวันอุตส่าห์ทำสำเนาไว้ เอาออกมาให้ผู้เขียนดูให้เห็นพยานรักแรกของพี่หวัน แล้วก็พูดติดตลกว่า เธอที่พี่รักนั้นสูงส่งคงไม่อยากจะร่วมนามสกุลดัชนีที่จริงดัชนีนี้ก็ยังเพราะกว่าดักชะนีเยอะแยะ แล้วพี่หวันก็หัวเราะและบอกว่า นามสกุลของพี่ที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษคือดักชะนี เพราะทวดของพี่คือพ่อของปู่เป็นพรานดักชะนี นามสกุลเดิมของพี่จึงเป็นดักชะนี มาเปลี่ยนให้มันเพราะขึ้นเป็นดัชนี ขนาดนี้สาวยังไม่รักเลย...ถ้ายังใช้นามสกุลดักชะนีอยู่จะขนาดไหน แล้วเราสองคนก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง

เมื่อรู้จักคุ้นเคยกันมากพอแล้ว วันหนึ่งผู้เขียนก็ชวนไปเที่ยวบ้านที่ขอนแก่น โดยชักชวนให้พี่หวันนำภาพเขียนของพี่หวัน ซึ่งคนปัญญาน้อยอย่างผู้เขียนไม่เคยรู้สึกว่าเป็นงานศิลปะที่ต้องรสนิยมไปเปิดแสดงที่ขอนแก่นด้วย โดยผู้เขียนตั้งใจจะให้พี่หวันนำภาพไปแสดงที่โรงแรมโฆษะ โรงแรมชั้นหนึ่งแห่งแรกของ จ.ขอนแก่น ซึ่งเพิ่งจะเปิดดำเนินการในปี 2511 มีคุณสุพจน์ โฆษะวิสุทธิ์ วิศวกรหนุ่มลูกคหบดีชาวขอนแก่นเป็นผู้บริหาร พี่หวันคงคิดอยากจะไปเที่ยวบ้านของผู้เขียนอยู่แล้ว ก็ตอบตกลงทันทีพร้อมกับบอกว่า พี่ไม่เอางานของพี่ไปแสดงเพียงคนเดียวหรอก พี่จะพ่วงเอางานของประเทือง เอมเจริญ และประพันธ์ ศรีสุตา ไปด้วย

แล้วศิลปินหนุ่มทั้ง 3 คนก็ไปเปิดแสดงงานศิลปะที่โรงแรมโฆษะ เมื่อกลางปี 2512 ผู้ที่มาเปิดงานแสดงในครั้งนั้นคือ ผวจ.ขอนแก่น ชื่อคุณช่วย นนทะนาคร ซึ่งผู้เขียนมาทราบภายหลังว่าเป็นบิดาของคุณดุสิต นนทะนาคร นั่นเอง

พี่หวันมีความสุขสนุกสนานมากกับการไปเปิดการแสดงภาพเขียนที่โรงแรมโฆษะ ขอนแก่น เพราะนอกจากจะได้รับการต้อนรับและสนับสนุนเป็นอย่างดีจากคุณสุพจน์ โฆษะวิสุทธิ์ เจ้าของโรงแรม ผวจ.ขอนแก่นแล้ว ขณะนั้นศูนย์ประชาสัมพันธ์จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีทั้งสถานีวิทยุโทรทัศน์ ต่างก็ให้ความสำคัญกับงานแสดงศิลปะครั้งนี้ ได้มาทำข่าวและมาสัมภาษณ์เจ้าของงานศิลปะกันเป็นการใหญ่ ทำให้อาจารย์และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและใกล้เคียงพากันมาชมภาพเขียนที่นำไปจัดแสดงทุกวัน บางวันนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นคุยกับพี่หวันไม่จุใจที่โรงแรมโฆษะ ก็ขอไปคุยต่อที่บ้านของผู้เขียนที่ อ.น้ำพอง ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปประมาณ 50 กิโลเมตร พี่หวันชอบบรรยากาศของบ้านในโรงงานอัดปอของพ่อผู้เขียน ที่มีบริเวณกว้างขวางในพื้นที่ 13 ไร่กว่า ล้อมรอบด้วยต้นมะม่วงนานาพรรณที่ปลูกเรียงรายแทนรั้วบ้านและโรงงานประมาณ 40 กว่าต้น แล้วยังมีต้นมะพร้าวและไม้อื่นๆ ขึ้นอยู่รอบบ้าน ลักษณะของบ้านเป็นบ้านไม้ มี 3 ห้องนอน มีระเบียงกว้างขวางที่พี่หวันประทับใจมากที่สุด คือ เตียงนอนในบ้านนั้นทุกห้องปูด้วยหนังวัวทั้งตัวที่ฟอกแล้วแทนผ้าปูที่นอน ซึ่งนอนสบายมากหากอากาศร้อน ที่สำคัญโรงงานอัดปอนี้อยู่ติดกับท้องนาชาวบ้านที่กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ให้บรรยากาศความเป็นธรรมชาติที่สดชื่นงดงามทั้งในยามเช้าและเย็น พี่หวันและเพื่อนศิลปิน 2 คน จึงสมัครใจอยู่บ้านในโรงงานอัดปอมากกว่าที่จะไปพักที่โรงแรมในเมืองที่ใกล้สถานที่จัดแสดงงาน เพราะรู้สึกสุขสบายมากกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท