
ใจแข็งเพื่อสร้าง ใจกว้างเพื่อสำเร็จ
ทุกวันนี้เวลาทำบุญก็อุทิศให้ คสช.ด้วย
ทุกวันนี้เวลาทำบุญก็อุทิศให้ คสช.ด้วย
ผู้เขียนเมื่อไปกราบไหว้พระพุทธรูปหรือทำบุญที่วัดใด ก็มักจะเริ่มด้วยการอาราธนาพระรัตนตรัยให้จิตใจสงบสบายเสียก่อนก็คือการสวดสรรเสริญพระคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์จากนั้นก็น้อมใจเพื่อขอให้เกิดสิ่งดีๆขึ้นในชีวิต อย่างที่เรียกกันว่า “ขอพร” ดังนี้
“ลูกขออาราธนาบารมีคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลพิภพ จงช่วยโปรดดลบันดาลให้ลูกนี้ พร้อมด้วยญาติมิตรและบริวาร ตลอดจนผู้ประกอบคุณงามความดีเพื่อชาติบ้านเมือง จงประสบแต่ความรุ่งเรืองยิ่งๆ ขึ้นไป คิดอะไรให้สมปรารถนาทุกประการ โรคร้ายภัยพาลอย่าได้กล้ำกราย อุปสรรคทั้งหลายจงพินาศมลายสิ้น การทำมาหากินจงสะดวกสบาย ทั้งบัดนี้ ภายหน้า และตลอดไป ด้วยเทอญ”
ปกติคนไทยเมื่อทำบุญเสร็จก็จะกรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลให้ใครก็ว่าไป ที่นิยมกันก็คือ บรรพบุรุษ ญาติมิตรที่ล่วงลับ และเจ้ากรรมนายเวร (ใครก็ตามแต่ที่เราได้คบหา แต่มีความสำคัญเพราะเมื่อมีความสัมพันธ์ก็เกิดเป็น“เวรกรรม” แก่กัน จึงต้องแบ่งบุญให้ด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เวรกรรมเหล่านั้นส่งผลมาเข้าตัวเรา) แต่คนสมัยนี้จะเพิ่มเติมอะไรเป็นพิเศษเข้าไปด้วย เช่น ให้สัตว์เลี้ยงที่ตายไป หรือแม้แต่ให้ศัตรูคู่ต่อสู้ นัยว่าจะได้ตัดกำลังและเอาชนะกันและกัน
การเอาใจช่วย คสช.ก็คือการทำบุญอย่างหนึ่ง
วันก่อนผู้เขียนได้ไปบันทึกเทปรายการให้กับสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมแห่งหนึ่ง หลังจากที่ไม่ได้ออกอากาศมากว่า 3 เดือน ก็เป็นรายการที่ให้ความรู้ทางวิชาการ ซึ่งในรายการนั้นก็ได้สนทนากันเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยโฆษณาให้กับ คสช.ว่า การทำรัฐประหารครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือ “การปฏิรูปประเทศ” เท่านั้น ดังนั้นจึงต้องเชื่อว่าการปฏิรูปประเทศครั้งนี้ต้องสำเร็จ และที่สำคัญคนไทยทุกคนต้องช่วยกันที่จะขับเคลื่อนให้ภารกิจนี้สำเร็จได้อย่างแท้จริง
ทั้งนี้ มีเงื่อนไขอยู่ 2 เรื่อง หนึ่งก็คือ คสช.อย่าท้อถอยหรือถอดใจ จะต้องมีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวในการมุ่งมั่นให้ไปถึงเป้าหมาย และสองก็คือ จะต้องเปิดกว้างให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วม และต้องให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของประชาชนทั้งหลายนี้อย่างมีเหตุมีผล
ในฐานะนักรัฐศาสตร์ที่สอนเรื่องการสร้างสรรค์ทางการเมืองการปกครอง หลักคิดของนักรัฐศาสตร์ก็คือ “ทำอย่างไรจึงจะทำให้บ้านเมืองมั่นคง สงบสุข มีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีกินดี และมีความพอใจต่อผู้ปกครอง” ทั้งนี้สิ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวก็มีอยู่ 4 ปัจจัย
นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “จตุสดมภ์แห่งรัฐ” ประกอบไปด้วย ผู้ปกครองดี ราษฎรดี กฎหมายดี และศีลธรรมดี เป็น “เสาหลัก 4 เสา” ที่ค้ำจุนสังคมและบ้านเมืองนั้นไว้
ภายใต้การปกครองโดย คสช.ที่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของชาติคลี่คลายมาโดยลำดับ หลายคนก็เชื่อมั่นว่า คสช.น่าจะเป็น “ผู้ปกครองที่ดี” ในความหมายที่มีทั้งคนดี เจตนาหรือความตั้งใจที่ดี รวมทั้งนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆก็ดูนุ่มนวลละมุนละไม แม้อาจจะขัดใจ “ฮาร์ดคอร์การเมือง” หลายๆ กลุ่มอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเป็นคนดีเสียอย่าง “ผีก็ต้องคุ้มครอง”
ในส่วนราษฎรคือประชาชนคนไทย ก็ยังเป็น “ราษฎรที่ดี” หนึ่งคือ ยังเชื่อฟังและต้อนรับผู้ปกครองแม้จะมาจากการรัฐประหาร สองคือ พร้อมที่จะปฏิบัติตามผู้ปกครองไม่ว่าท่านจะพาไปในทิศทางใด และสามคือ ด้วยวัฒนธรรมของความเป็นไทยผู้มีน้ำใจเมตตากรุณา พร้อมจะให้อภัยและช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน จึงไม่เป็นอุปสรรคของการปกครองไม่ว่าจากบุคคลใด
ขณะนี้ คสช.กำลังขับเคลื่อนกระบวนการเพื่อการปฏิรูปประเทศ เพื่อสร้าง “กฎหมายที่ดี” ได้แก่ การสร้างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปประเทศ รวมทั้งกฎหมายเพื่อความเป็นธรรมในสังคมทั้งหลาย ที่จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและพฤติกรรมในทางการเมืองการปกครองให้ดีขึ้น และแน่นอนว่าจะต้องขึ้นอยู่กับองค์กรที่จะนำไปปฏิบัติ จะต้องจริงจังกับการใช้กฎหมายนั้นๆ
สำหรับ “ศีลธรรมที่ดี” เป็นเรื่องของกระบวนการทางสังคมที่จะอบรมกล่อมเกลาให้โครงสร้างใน 3 ส่วนข้างต้นนั้น “ดี” ซึ่งก็ต้องเริ่มจากครอบครัวไปจนถึงชุมชนทุกระดับ ร่วมกับกลุ่มสังคมทั้งหลายตั้งแต่กลุ่มญาติ เพื่อน กลุ่มอาชีพ และกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ที่จะต้องสร้าง “คนดี” ในแต่ละสังคมนั้น ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “จริยธรรม” หมายถึง “การทำความดีจนเป็นนิสัย”
เสาหลักสุดท้ายนี้แหละที่ทำได้ยากยิ่ง และหากไม่มีอยู่ในสังคมใด สังคมนั้นก็ไม่อาจจะอยู่รอดหรือเจริญก้าวหน้าได้ “จริยธรรม” นี้จึงอาจเปรียบได้กับ “เสาเอก” ของบ้านเมืองนั้นเลยทีเดียว เพราะเมื่อบ้านเมืองนั้นไร้จริยธรรม เสาหลักอื่นที่จะต้องใช้จริยธรรมหล่อเลี้ยงก็จะกลายเป็น “เสาผุ” และนำประเทศชาติไปสู่ความหายนะล่มจม
ดังนั้นในวาระแรกของการปฏิรูปประเทศนี้ จึงอยากจะแนะนำ “จริยธรรมสำหรับผู้ปกครอง” คือ คสช.สัก 2 เรื่อง คือ หนึ่งต้องเข้มแข็งเด็ดขาด และสองต้องใจกว้างโปร่งใส
“ความเข้มแข็งเด็ดขาด” คือสัมผัสแรกของคนไทยที่มีต่อผู้ปกครองในแบบเผด็จการ เป็นสัมผัสที่คุ้นเคยในหมู่คนไทยมาโดยตลอด ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่คนไทยเปิดรับผู้เผด็จการมาทุกครั้ง และเมื่อผู้เผด็จการนั้นสามารถใช้ความเข้มแข็งเด็ดขาดแก้ไขปัญหาได้ หรือสร้างผลงานอะไรขึ้นมา ก็ย่อมเป็นที่จดจำและปรากฏเป็นชื่อเสียงให้แก่ผู้เผด็จการคณะนั้นมาหลายครั้ง
ในทางตรงกันข้าม ถ้าผู้เผด็จการบริหารประเทศชาติด้วยความอ่อนแอ ประนีประนอมมากเกินไป ก็จะเป็นอย่างคำพังเพยของไทยที่ว่า “ตีงูแค่หลังหัก” คนชั่วก็ไม่เกรงกลัว คนดีก็เสียกำลังใจ สุดท้ายแก้ไขปัญหาบางปัญหาไม่ได้ ราษฎรก็หมดหวัง รวมทั้งหมดความเชื่อถือต่อผู้เผด็จการ นำไปสู่ความปั่นป่วนวุ่นวาย เป็นสภาพ “ปัสสาวะไม่สุด” และ “เสียของเสียคน” ในที่สุด
อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสสังคมสมัยใหม่ที่เปิดกว้าง ผู้เผด็จการก็ต้องมีใจเปิดกว้างและดำเนินการในเรื่องต่างๆ ด้วยความโปร่งใส มีเหตุผลอธิบายให้คนทั้งหลายเข้าใจได้ว่าทำไมจึงทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เช่น ในการคัดสรรสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จะต้องเปิดเผยว่าเลือกคนเหล่านี้เพราะอะไร และคนที่ไม่ถูกเลือกด้อยกว่าอย่างไร
จากนั้นเมื่อถึงกระบวนการในการที่จะต้องออกไปรับฟังความคิดเห็น แม้ความเห็นที่เข้ามาสู่ สปช.อาจจะคละเคล้าหลากหลาย เมื่อถึงขั้นตอนที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเขียนอะไรลงไป ก็ต้องอธิบายได้ว่า ทำไมเอาความคิดนี้ ไม่เอาความคิดนั้น
ถ้ามั่นใจว่า “ทำดี” พูดอะไรเขาก็เชื่อถือ!







