
วีเอ็มแวร์ผนึกโอเพ่นซอร์สเต็มตัว
แม้จะต้องเผชิญรายจ่ายที่หนักหนาสาหัสสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการขยายการลงทุนด้านไอทีให้รองรับทันการเติบโตของธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่ต่างก็ไม่อาจปฏิเสธความจำเป็นในการลงทุนด้านนี้ได้ โดยเฉพาะการทำระบบเวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) ที่ใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาขยายศักยภาพของคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องลงทุนด้านฮาร์ดแวร์เพิ่ม โดยประเทศไทยนับเป็นอีกตลาดสำคัญของเวอร์ชวลไลเซชั่นที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ระบบเวอร์ชวลราว 41% จากผลการวิจัยของเว็บไซต์ซีดีเน็ต
แม้จะต้องเผชิญรายจ่ายที่หนักหนาสาหัสสำหรับบริษัทต่างๆ ที่ต้องการขยายการลงทุนด้านไอทีให้รองรับทันการเติบโตของธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่ต่างก็ไม่อาจปฏิเสธความจำเป็นในการลงทุนด้านนี้ได้ โดยเฉพาะการทำระบบเวอร์ชวลไลเซชั่น (Virtualization) ที่ใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาขยายศักยภาพของคอมพิวเตอร์โดยไม่ต้องลงทุนด้านฮาร์ดแวร์เพิ่ม โดยประเทศไทยนับเป็นอีกตลาดสำคัญของเวอร์ชวลไลเซชั่นที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ระบบเวอร์ชวลราว 41% จากผลการวิจัยของเว็บไซต์ซีดีเน็ต
อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัท “วีเอ็มแวร์ อิงก์” (VMWare) ยักษ์ใหญ่ด้านเวอร์ชวลไลเซชั่นของโลกแล้ว การเป็นเบอร์ 1 ของตลาดไม่ได้หมายความว่าจะสามารถวางใจได้กับผลประกอบการที่ขยายตัวถึง 17% ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมากับรายได้สุทธิ 1,460 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.7 หมื่นล้านบาท)
เวทีประชุมประจำปีของวีเอ็มแวร์ ที่ซานฟรานซิสโก ท่ามกลางผู้เข้าร่วมงานกว่า 2.2 หมื่นคนจาก 85 ประเทศทั่วโลก เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จึงเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย เมื่อเหล่าผลิตภัณฑ์แฟล็กชิปของวีเอ็มแวร์ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.ซอฟต์แวร์ควบคุมระบบศูนย์ข้อมูล (SoftwareDefined Data Center : SDDC) 2.คลาวด์ลูกผสม (Hybrid Cloud) และ 3.ซอฟต์แวร์จัดการระบบดีไวซ์ หรือเอ็นด์ ยูสเซอร์ คอมพิวติ้ง (EndUser Computing : EUC) กลับถูกขโมยซีนด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นการจับมือเป็นพันธมิตรกับค่ายซอฟต์แวร์ในระบบเปิด (Open Source) หรือเหล่าซอฟต์แวร์ “ของฟรี” แทน
การเปิดตัวซอฟต์แวร์ใหม่ VMWare Integrated OpenStack (VIO) กับการร่วมมือกับซอฟต์แวร์เปิด Containers ของค่าย Dockers นับว่าเป็นการส่งสัญญาณของรายใหญ่ที่น่าจับตา
เพราะแม้จะมีความร่วมมือกันมาพักใหญ่แล้วก่อนหน้านี้กับ OpenStack แต่การเตรียมส่ง VIO ออกมาในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 เพื่อให้สามารถใช้ควบคู่ไปด้วยกันกับ OpenStack นั้น นับเป็นทิศทางที่บ่งชี้ว่า บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ตระหนักดีว่าบรรดาลูกค้าและคนในวงการไอทีกำลังมี “ทางเลือก” และเข้าหาของฟรีแทนที่การเสียเงินค่าไลเซนส์กันมากขึ้นในการบริหารจัดการไอที เพื่อลดต้นทุน (Cost) ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าไอทีทั่วโลกเรียกร้องเป็นลำดับต้นๆ ไม่แพ้การมองหาโซลูชั่นด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย
การหันไปหาโอเพ่นซอร์สกันมากขึ้นไม่ได้มีแต่บริษัทเล็กที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณเท่านั้น เพราะแม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิลก็ยังเลือกใช้ซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์สของ Dockers เพื่อพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ ใน Containners ที่ให้ความคล่องตัว รวดเร็วกว่า และยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกมาก
การใช้ซอฟต์แวร์ลูกผสมระหว่างของฟรีและการจ่ายไลเซนส์เช่นนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย จนแม้แต่วีเอ็มแวร์ที่ครองอันดับ 1 ด้านเวอร์ชวลไลเซชั่น ยังตระหนักดีว่าในระยะยาวแล้วนี่คือสถานการณ์ที่ไม่อาจวางใจได้ จึงนำมาสู่การปรับตัวออก VIO เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ OpenStack ได้มีเสถียรภาพ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากที่สุดบนระบบซอฟต์แวร์ของวีเอ็มแวร์
“ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่วงการไอทีจะก้าวไปข้างหน้าอย่างทรงพลัง” แพท เกลซิงเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของวีเอ็มแวร์ กล่าวต่อผู้ร่วมประชุมหลายพันคนถึงเทรนด์ไอทีที่ไม่มีลิมิตหยุดยั้ง (No Limit) ซึ่งเป็นธีมหลักของงานดังกล่าว
อาเซียนยังเล็กแต่ศักยภาพสูง
สำหรับทิศทางของตลาดเวอร์ชวลไลเซชั่นในอาเซียนโดยส่วนใหญ่นั้น แน่นอนว่าอาจก้าวไปไม่ถึงขั้นโตเต็มขั้น โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะขนาดเศรษฐกิจรายประเทศที่ยังเล็กกว่าสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน แต่ก็นับว่ามีศักยภาพให้เติบโตอีกสูง
ซันเจย์ เมอร์ชันดานี รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ของวีเอ็มแวร์ เปิดเผยว่า ตลาดเวอร์ชวลไลเซชั่นในเอเชียแปซิฟิกซึ่งรวมถึงอาเซียนนั้นมีศักยภาพการเติบโตที่ดี และเป็นตลาดสำคัญที่วีเอ็มแวร์จะปักธงต่อเนื่องในระยะยาว
ลูกค้าองค์กรของวีเอ็มแวร์จำนวนมากไม่ว่าจะในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ หรืออินโดนีเซีย ต่างก็มองหาโซลูชั่นด้าน SDDC กันมากขึ้น รวมถึงโซลูชั่นด้าน EUC เพื่อแก้ปัญหาที่มีการใช้แท็บเล็ต หรือดีไวซ์ส่วนตัวในการทำงานกันมากขึ้น และหลายบริษัทต้องการโซลูชั่นที่ทำให้สามารถทำงานได้ทุกที่ และทุกเวลาทั่วโลก โดยเฉพาะโซลูชั่นแอร์วอทช์ (Airwatch) หรือซอฟต์แวร์จัดการดีไวซ์ ซึ่งช่วยเพิ่มลูกค้ากลุ่ม EUC ในเอเชียได้ถึงกว่า 200 ราย
ขณะที่ มูเนบ มินฮาซุดดิน ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด SDDC ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่นของวีเอ็มแวร์ กล่าวว่า ตลาดในประเทศไทยนั้นมีความตื่นตัวสูงในด้าน EUC เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปรับสื่อหลากหลายช่องทางมากขึ้น เช่นเดียวกับรูปแบบการทำงานขององค์กรที่ยืดหยุ่นผ่านหลายดีไวซ์ ทำให้องค์กรต่างๆ เช่น ธนาคาร ต้องเร่งพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนดีไวซ์ออกมาแข่งขัน
อีกตัวอย่างที่ชัดเจน คือธนาคารรายใหญ่ระดับ tier 2 แห่งหนึ่งในออสเตรเลีย ที่หันมาใช้ SDDC อย่างเต็มตัวในช่วงปลายปีที่แล้ว หลังจากเริ่มกระบวนการมานานถึง 2 ปี ซึ่งช่วยสร้างความได้เปรียบอย่างมากให้กับแบงก์แห่งนี้ ในการพัฒนาแอพพลิเคชันสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต กระบวนการที่รวดเร็วผ่านทางออนไลน์ ซึ่งใช้เวลาเพียงราว 6 – 8 สัปดาห์เท่านั้น ทำให้สามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดมาจากแบงก์คู่แข่งที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ในช่วง 6 เดือน แถมยังมีต้นทุนที่ถูกกว่าเนื่องจากลดขั้นตอนที่ยุ่งยากหลายชั้นลง
“สำหรับเราแล้วเอเชียคือตลาดที่เติบโตและเราก็จะลงทุนที่นี่และขยายฐานของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” เมอร์ชันดานี กล่าว







