posttoday
อินเดีย - ญี่ปุ่น ผนึกกำลัง หวังคานพญามังกรดุ!

อินเดีย - ญี่ปุ่น ผนึกกำลัง หวังคานพญามังกรดุ!

05 กันยายน 2557

สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วเอเชียเมื่ออินเดียกับญี่ปุ่นมหาอำนาจเอเชียอันดับ 2 และอันดับ 3

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วเอเชียเมื่ออินเดียกับญี่ปุ่นมหาอำนาจเอเชียอันดับ 2 และอันดับ 3 บรรลุความร่วมมือที่เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยมโฉมการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาค ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีนเรนทราโมดี ของอินเดีย เดินทางเยือนญี่ปุ่น เพราะแน่นอนว่าจุดประสงค์ในการกระชับความสัมพันธ์ของสองมหาอำนาจครั้งนี้มีขึ้นเพื่อคานอำนาจการขยายตัวของจีน

ก่อนหน้านี้ จีนมีท่าทีที่แข็งกร้าวในประเด็นปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตแดนกับเพื่อนบ้านมากขึ้น ยืนยันได้จากหลายเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว ทั้งการประกาศตั้งเขตป้องกันภัยทางอากาศ (เอไอดีแซด) ซึ่งทับน่านฟ้าของเกาะ “เตียวหยู” หรือ “เซนกากุ”ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งยังเป็นพื้นที่ขัดแย้งจนถึงปัจจุบัน

ยังมีประเด็นที่จีนยังทำแท่นขุดเจาะน้ำมันเข้าไปปฏิบัติการบริเวณหมู่เกาะพาราเซลในทะเลจีนใต้ ซึ่งยังเป็นพื้นที่ขัดแย้งกับเวียดนาม จนเป็นเหตุให้ชาวเวียดนามก่อการจลาจลเผาทำลายทรัพย์สินของธุรกิจจีนในเวียดนาม

ความเคลื่อนไหวของจีนที่ล้วนเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดความรุนแรง กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ญี่ปุ่นกับอินเดียกระชับความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งในด้านมิติทางความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ในด้านความมั่นคง ทั้งญี่ปุ่นและอินเดียตกอยู่ในสถานะร่วมเหมือนกัน คือ เป็นเพื่อนบ้านของจีนทั้งคู่ และต่างก็มีความขัดแย้งด้านพรมแดนเหมือนกัน โดยญี่ปุ่นมีปัญหาประเด็นเกาะเซนกากุ หรือเตียวหยู ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ส่วนอินเดียซึ่งมีพรมแดนทางบกติดต่อกับจีนถึง 3,000 กม. จึงมีปัญหาด้านเขตแดนกับจีนในหลายจุด โดยจุดที่ใหญ่ที่จีนได้อ้างคือ สิทธิในการครอบครอง “รัฐอรุณาจัลประเทศ” ทางภาคตะวันออกของอินเดีย ทั้งรัฐที่มีพื้นที่กว่า 8 หมื่นตารางกิโลเมตร และรัฐบาลปักกิ่งยังอ้างสิทธิเหนือพื้นที่บางส่วนของรัฐแคชเมียร์ในส่วนที่มีพื้นที่ติดต่อกับจีนอีกเช่นกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลนิวเดลียังให้ที่พำนักที่ธรรมศาลาแก่องค์ดาไล ลามะ ผู้นำทั้งทางโลกและทางธรรมของชาวทิเบต ซึ่งลี้ภัยออกมาหลังจากรัฐบาลจีนเข้าควบคุมทิเบต จนกลายเป็นรอยด่างระหว่างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดียจนถึงปัจจุบัน

แน่นอนว่า ในสายตาของรัฐบาลโตเกียวและนิวเดลี การมีท่าทีที่แข็งกร้าวมากขึ้นของจีนย่อมทำให้ทั้งคู่ต่างจับตามองความเคลื่อนไหวของจีนด้วยความไม่ไว้วางใจนัก สำหรับญี่ปุ่นนั้น ความขัดแย้งได้เกิดขึ้นแล้ว ขณะที่อินเดียเอง แม้จะไม่สามารถระบุได้ว่าจะเกิดความขัดแย้งด้านพรมแดนขึ้นในอนาคตหรือไม่ แต่ด้วยพรมแดนที่ติดกันยาวถึง 3,000 กม. ก็นับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อินเดียมองข้ามไม่ได้

เมื่อมองในด้านเศรษฐกิจ ทั้งญี่ปุ่นและอินเดียต่างตกอยู่ในภาวะต้องพึ่งพาตลาดส่งออกและนำเข้าในจีนทั้งคู่ โดยจีนถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ซึ่งมีสัดส่วนการค้าถึง9% ของการค้าขายระหว่างประเทศทั้งหมด

ขณะที่ญี่ปุ่นต้องอาศัยทั้งตลาดและทรัพยากรจากจีนเพื่ออุ้มชูเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดีด้วยเหตุทางด้านความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ตลาดที่เริ่มอิ่มตัวและค่าแรงจีนที่ทะยานสูงขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจญี่ปุ่นในจีนดำเนินกิจการได้อย่างยากลำบาก

องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยว่า ปริมาณการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับจีนตั้งแต่ปี 2012 และ 2013 ปรับตัวลดลง 3.3% และ 6.5% ตามลำดับ ขณะที่การลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) ในจีนในปี 2013 อยู่ที่ราว 9,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งลดลงจากปีที่ก่อนหน้า 32.5%

ภาวะที่ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องพึ่งพาจีนด้านเศรษฐกิจ นับเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่งบนความขัดแย้งที่กำลังดำเนินไป เพราะถ้าความขัดแย้งเกิดปะทุขึ้นมาเมื่อไหร่ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากประเด็นการลดการพึ่งพาจีนแล้ว ทั้งญี่ปุ่นและอินเดียยังนับว่าเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจของกันและกัน” อีกด้วย โดยอินเดียต้องการการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) เพื่อเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่อินเดียยังขาดแคลนอย่างหนัก

ญี่ปุ่นเองก็ได้รับประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนในอินเดียด้วยเช่นกัน เพราะแม้ว่าญี่ปุ่นจะอุดมไปด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงและเงินทุนจำนวนมหาศาล ทว่าการลงทุนในญี่ปุ่นกลับมีต้นทุนสูง เนื่องจากความขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็นทั้งพลังงานและทรัพยากรบุคคล จึงจำเป็นต้องหันไปลงทุนต่างประเทศที่มีต้นทุนถูกกว่า

ด้วยปัจจัยที่กล่าวมา จึงไม่น่าแปลกที่ทั้งสองชาติสามารถบรรลุข้อตกลงต่างๆ ทั้งในมิติด้านการเมืองและเศรษฐกิจหลายประการได้อย่างผ่านฉลุย

ในประเด็นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะผลักดันทั้งภาคเอกชนและรัฐบาลเข้าลงทุนในอินเดียถึง 3.5 ล้านล้านเยน (ราว 1.06 ล้านล้านบาท) ภายใน 5 ปี นอกจากนั้นยังอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยสำหรับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอีกราว 5 หมื่นล้านเยน(ราว 1.5 หมื่นล้านบาท)

สำหรับในด้านความมั่นคง สองยักษ์แห่งเอเชียตกลงที่จะมีการซ้อมรบทางทะเลด้วยกัน โดยมีสหรัฐเข้าร่วมด้วย ที่สำคัญอย่างมากในการปกป้องน่านน้ำมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการลำเลียงพลังงานจากตะวันออกกลางมายังเอเชียแปซิฟิก

พร้อมกันนี้ ญี่ปุ่นยังเริ่มต้นจัดตั้งที่คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านความมั่นคง (2+2)กับอินเดีย ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือแบบเดียวกับที่สหรัฐจัดทำร่วมกับญี่ปุ่น ในการให้รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองประเทศได้มีโอกาสพบปะกัน เพื่อปรึกษาการทำนโยบายความมั่นคงและการระหว่างประเทศให้สอดคล้องกัน

การหันมากระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอินเดีย จึงเป็นการจับมือสร้างพันธมิตรใหม่ขึ้นมาบนเวทีการเมืองโลก เปรียบได้กับยักษ์สองตัวจับมือกันเพื่อเตรียมวัดกำลังกับจีนซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ซึ่งแน่นอนว่าจะกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท