
การจัดอันดับความน่าเชื่อถือสิ่งสะท้อนความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
ในปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ อาทิ Fitch Ratings ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB ขณะที่ Standard and Poor’s และ Moody’s เองก็คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB+ และ Baa1 ตามลำดับ เช่นกัน
ในปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ อาทิ Fitch Ratings ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB ขณะที่ Standard and Poor’s และ Moody’s เองก็คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB+ และ Baa1 ตามลำดับ เช่นกัน
หากมองย้อนกลับไปเกือบ 10 ปีที่แล้ว แม้ไทยจะเผชิญกับวิกฤตต่างๆ มากมาย ทั้งจากความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ และจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลก อันดับความน่าเชื่อถือของไทยจากบริษัทจัดอันดับต่างๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง (ยกเว้น Fitch Ratings ที่ปรับลดอันดับของไทยจาก BBB+ เป็น BBB ในปี 2552 หลังจากเหตุการณ์ทางการเมือง) ดังนั้นดูเผินๆ อันดับความน่าเชื่อถือของไทยไม่ได้เลวร้ายลงและดูเหมือนว่าไทยก็ยังปรับตัวได้ดีในสายตาของชาวโลก
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราได้พิจารณาให้ละเอียดลงไปแล้ว จะพบว่าอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในปัจจุบันอยู่เพียงอันดับสุดท้ายของกลุ่มประเทศที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ซึ่งในอดีตไทยเคยได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่านี้และอยู่ในระดับ A ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และแม้ว่าไทยจะได้รับการปรับเพิ่มอันดับขึ้นบ้างหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง
ทว่า นับจากปี 2546 เป็นต้นมา ไทยก็ไม่เคยได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถืออีกเลย หากมองไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ กับไทย ซึ่งผ่านวิกฤตมาเหมือนกันอย่างมาเลเซีย กลับพบว่าอันดับเครดิตของมาเลเซียซึ่งเคยอยู่ในระดับต่ำกว่า Investment Grade เช่นเดียวกับไทยในช่วงวิกฤตดังกล่าว สามารถไต่อันดับเข้าสู่กลุ่ม A ได้แล้วผ่านมาสิบกว่าปี ทำไมอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไม่กลับสู่ที่เดิมเสียที ซึ่งการจะดูเรื่องนี้คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าบริษัทจัดอันดับใช้ปัจจัยใดบ้างในการจัดอันดับเครดิตของประเทศ
สิ่งที่บริษัทจัดอันดับนำมาใช้พิจารณาอันดับเครดิตของประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลประเทศนั้นๆ โดยจะพิจารณาจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ เสถียรภาพทางการคลัง เสถียรภาพด้านต่างประเทศ ภาพรวมทางเศรษฐกิจมหภาค และประเด็นเชิงโครงสร้างต่างๆ เช่น เสถียรภาพทางการเมือง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความแข็งแกร่งของระบบการเงิน เป็นต้น
ปัจจัยแรกมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาล ส่วนปัจจัยที่สองมีความสำคัญต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาครัฐที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ขณะที่สองปัจจัยสุดท้ายเป็นตัวสะท้อนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐว่าจะเพิ่มขึ้นได้เพียงใดในอนาคต
ที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับชั้นนำเห็นพ้องกันว่าจุดอ่อนสำคัญของไทย คือ ปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งสะท้อนจากเครื่องชี้ต่างๆ เช่น ระดับรายได้ต่อหัว และอันดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการเมืองที่ยังขาดเสถียรภาพ ทั้งนี้ Fitch Ratings ชี้ให้เห็นว่า เครื่องชี้ด้านโครงสร้างต่างๆ ของไทยยังอยู่ต่ำกว่าเพื่อนร่วมกลุ่ม BBB มาก (กลุ่ม BBB อาทิ ประเทศบาห์เรน บราซิล และรัสเซีย) ระดับรายได้ต่อหัวของไทยอยู่ที่ประมาณ 5 พันดอลลาร์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม BBB เดียวกันที่มีรายได้ต่อหัวเกือบ 9 พันดอลลาร์ และต่ำกว่ามาเลเซียที่มีรายได้ต่อหัวสูงถึงเกือบ 1 หมื่นดอลลาร์
ที่น่ากังวลไปกว่านั้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่เฉลี่ยแค่ร้อยละ 3 ซึ่งไม่สูงพอที่จะไล่ทันประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซียซึ่งนอกจากรายได้ต่อหัวจะสูงกว่าไทยมากอยู่แล้ว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5 ปีก็สูงกว่าไทยมากที่ร้อยละ 4.4
ผลที่เกิดขึ้นนี้ คงไม่น่าประหลาดใจสำหรับใครหลายคน เพราะประเทศเราเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองมาโดยตลอด ทำให้การวางแผนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนขาดความต่อเนื่อง แม้รัฐบาลจะมีการวางแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศมากมาย แต่ท้ายสุดกลับไม่สามารถทำได้เต็มที่ตามที่ตั้งใจไว้ จะเห็นว่าสถิติอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนโดยเฉลี่ยของรัฐบาลช่วงปี 25502556 คิดเป็นเพียงร้อยละ 57 และสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP ของไทยมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 34.2 ระหว่างปี 25342543 เหลือเพียงร้อยละ 25.5 ระหว่างปี 25442556
นอกจากนี้ การขาดการพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจังยังทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งล่าสุด World Economic Forum จัดลำดับการพัฒนาด้านมนุษย์ของไทยอยู่ที่ลำดับ 62 ต่ำกว่าสิงคโปร์ (อันดับ 4) และมาเลเซีย (อันดับ 38)
ดังนั้น จะเห็นว่าสิ่งที่ไทยควรทำเพื่อให้ได้รับการปรับเครดิตที่ดีขึ้น คือ การปิดจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง โดยการเร่งลงทุนภาครัฐเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาระบบการศึกษาให้มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจ รวมถึงการเร่งพัฒนาจุดแข็งในเรื่องเสถียรภาพด้านต่างประเทศ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงิน ซึ่งปัจจุบันแม้ว่า Fitch จะจัดอันดับให้ระบบธนาคารไทยมีสถานะที่แข็งแกร่งเทียบเท่าประเทศมาเลเซียและญี่ปุ่น แต่หากพิจารณาในภาพรวมกลับพบว่าระดับการพัฒนาทางการเงินของไทยอยู่เพียงอันดับที่ 50 ตามการจัดอันดับของ World Economic Forumซึ่งต่ำกว่ามาเลเซียซึ่งอยู่ลำดับที่ 3 มาก
ทั้งนี้ การพัฒนาระบบการเงินให้มีความลึก ความกว้าง และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จะเอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรวมถึงเพิ่มความสามารถในการระดมทุนของบริษัทเอกชนในการทำธุรกิจและช่วยทำให้รายได้ของภาครัฐเพิ่มขึ้น มองไปในอนาคต ความเสี่ยงหรือจุดอ่อนใหม่ของไทยที่มีการพูดถึงว่าอาจมีผลต่อการจัดอันดับ คือ การดำเนินนโยบายประชานิยมโดยใช้เงินนอกงบประมาณโดยเฉพาะการดำเนินการผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งไม่ได้รับการตรวจสอบที่เข้มงวดเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ ทำให้ความโปร่งใสทางการคลังอาจลดลง
ผมคิดว่า นับจากนี้ไปการประสานนโยบายระหว่างทุกหน่วยงานของภาครัฐในการทำให้ไทยได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจะเป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญระดับชาติ เพราะการที่ไทยได้รับอันดับเครดิตที่ดีขึ้นไม่เพียงจะช่วยให้ภาครัฐและเอกชนระดมทุนได้ง่ายขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง หากยังส่งผลดีระยะยาวต่อการเพิ่มระดับการลงทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต







