
เศรษฐกิจไทยฐานแกร่งแต่ยังเสี่ยงสูง
แม้ว่าเศรษฐกิจปีนี้ไม่สดใส มีการคาดการณ์กันล่าสุดว่าปีนี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มสูงที่จะขยายตัวไม่ถึง 2% ต่อปี
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
แม้ว่าเศรษฐกิจปีนี้ไม่สดใส มีการคาดการณ์กันล่าสุดว่าปีนี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มสูงที่จะขยายตัวไม่ถึง 2% ต่อปี หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 1.52% ต่อปี จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 23% ต่อปี
สาเหตุที่เศรษฐกิจไทยโตไม่ได้ตามเป้า เป็นเพราะเศรษฐกิจได้รับผลกระทบทางการเมืองรุนแรง ทำให้เศรษฐกิจครึ่งปีแรกขยายตัวติดลบ 0.1%เพราะการบริโภค การลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นขณะที่การส่งออกก็ขยายตัวได้ต่ำกว่าที่คิดไว้
ในส่วนของมาตรการเร่งด่วน เช่นการจ่ายเงินจำนำข้าวชาวนา และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คิดว่าจะเป็นไม้เด็ดทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้เกิน 3% ต่อปี แต่การส่งออกที่อาการไม่ดีจากที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 45% ต่อปี แต่ตอนนี้คาดว่าจะขยายตัวไม่ถึง 3% ต่อปี ทำให้มาตรการเร่งด่วน ซึ่งแทนที่จะเป็นตัวดันให้เศรษฐกิจโตได้เกิน 3% แต่ต้องมาเป็นตัวพยุงให้เศรษฐกิจปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 2% ต่อปี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้จะออกมาเท่าไรก็ตาม ในแง่ของพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยก็ต้องถือว่ายังแข็งแรง โดยเฉพาะด้านเสถียรภาพทั้งภายในและนอกประเทศ ในส่วนของเสถียรภาพในประเทศเงินเฟ้อของไทยอยู่ระดับต่ำทั้งปีอยู่ที่ 2.2% อัตราว่างงานอยู่ที่ 1% สัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 46% ของจีดีพี ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี
ขณะที่เสถียรภาพต่างประเทศ ทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ระดับสูงถึง 1.69 แสนล้านเหรียญสหรัฐ สูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึง 2.7 เท่า ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดก็ยังเกินดุล รวมถึงเครดิตเรตติ้งของประเทศจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือของโลกก็ยังให้ประเทศไทยเป็นประเทศน่าลงทุน
พื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังแข็งแรง ต้องยกมือให้กับภาคเอกชนที่สามารถปรับตัวรับผลกระทบที่เข้ามารอบทิศในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาทั้งเศรษฐกิจโลกที่มีปัญหา รวมทั้งปัญหาการเมืองภายในประเทศ แต่ภาคเอกชนก็ยังสามารถแก้ปัญหาเดินหน้าธุรกิจต่อได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการส่งออกของไทยยังสามารถขยายตัวได้ ถึงแม้ว่าจะขยายตัวได้น้อยกว่าเป้าที่ตั้งไว้ก็ตาม
ในอีกด้านหนึ่งต้องให้เครดิตกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม ไม่อ่อนไหวไปกับแรงกดดันทางการเมืองที่ต้องการให้ลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อเร่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมาทีหลัง
ขณะเดียวกัน ธปท.สามารถดูแลค่าเงินไม่ให้ผันผวนจนกระทบการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน โดยที่ไม่ฝืนตลาดจนสร้างความเสียหายให้กับ ธปท.เอง
นอกจากนี้ ธปท.ยังกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ให้มีฐานะเข้มแข็ง รองรับปัญหาทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคง แม้ว่าจะมีผู้ประกอบการเริ่มชำระหนี้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนี้เสียของธนาคารเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เพราะธนาคารพาณิชย์มีการกลั่นกรองให้สินเชื่อที่มีคุณภาพ และมีระบบการสำรองหนี้เสียที่เข้มแข็ง
พื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังมั่นคงแข็งแรงส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจชะลอตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จากการขยายตัวปีนี้ที่หลายฝ่ายคาดว่าจะไม่ถึง 2% ต่อปี แต่สำหรับเศรษฐกิจปีหน้าทุกฝ่ายก็ฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ถึง 45% ได้อย่างไม่ยากเย็น
อย่างไรก็ตาม พื้นฐานทางเศรษฐกิจไม่ได้การันตีว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวได้สูงเสมอไป หากรัฐบาลมีการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาดก็จะทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวไม่ใช่เรื่องยาก
แม้ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแรง แต่ก็มีความอ่อนแอลงทุกวัน เพราะขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คสช.ที่ต้องเร่งยกเครื่องครั้งใหญ่เป็นการด่วน เพราะไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจไทยก็จะมีปัญหาผันผวนรุนแรงเมื่อเจอผลกระทบอย่างที่เห็นปัจจุบัน
นอกจากนี้ รัฐบาล คสช.ต้องเร่งเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่อ่อนไหวจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้กล้ากลับมาลงทุนในประเทศอีกครั้ง เพราะการลงทุนจากต่างประเทศที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศ สร้างแรงงานให้กับคนไทยหาก คสช.ไม่สามารถดึงนักลงทุนกลับมาได้ การจะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวให้ได้มากก็จะเหนื่อยเพิ่มหลายเท่า
ขณะเดียวกัน รัฐบาล คสช.ต้องเร่งติดเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจให้กลับมาเดินเต็มสูบเต็มแรง ทั้งการบริโภคต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นคนในประเทศให้กล้าจับจ่ายใช้สอย ต้องมีมาตรการเข้าไปดูแลเกษตรกรที่มีรายได้ลดลงจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ หลังจากมีการยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว หากรายได้ของเกษตรกรยังตกสะเก็ด การฟื้นตัวด้านการบริโภคก็จะช้า ฉุดการฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ด้านเศรษฐกิจ
ด้านการลงทุน รัฐบาลต้องเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้มากกว่าในช่วงที่ผ่านมา ทั้งงบประมาณปี 2557 ที่เหลืออยู่ และงบประมาณปี 2558 ที่จะเริ่มใช้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพราะในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่า คสช.จะให้ความสำคัญกับการเร่งเบิกจ่าย แต่การตรวจสอบการทุจริตของโครงการทำให้การเบิกจ่ายล่าช้า ส่งผลให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ต่ำ
ที่สำคัญเครื่องยนต์ทางด้านการส่งออก ที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทยมาตลอด จะต้องมีการเร่งยกเครื่องให้กลับมาขยายตัวในระดับสูงให้ได้ในปีหน้า เพราะหากทำไม่ได้ก็จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวมีปัญหาอย่างปีนี้ เพราะการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 45% แต่จนถึงตอนนี้ขยายตัวได้ไม่ถึง 3% ขณะที่ผู้ส่งออกมองเลวร้ายถึงขนาดว่าอาจจะขยายตัวไม่ถึง 1% ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของไทยปีนี้ขยายตัวได้ไม่ถึง 2%
สำหรับการดันส่งออกของไทยในปีหน้าถือว่าไม่ง่าย มีปัญหาทั้งสินค้าส่งออกของไทยยังเป็นสินค้าที่ใช้แรงงานสูง ทำให้สู้สินค้าจากประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่าไม่ได้ นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน เศรษฐกิจประเทศยุโรปที่เริ่มกลับมามีปัญหา เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มทำให้ขยายตัวติดลบ และเศรษฐกิจประเทศจีนเป็นประเทศคู่ค้าที่สำคัญของไทยแม้ว่าขยายตัวได้สูง แต่ก็เป็นการขยายตัวแบบกระตุ้น ไม่ได้เป็นการโตได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ปัจจัยภายในประเทศทางการเมืองก็ถือยังเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย ไม่รวมกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ การปฏิรูปภาษีเพื่อให้ประเทศมีรายได้เพียงพอกับรายจ่ายการพัฒนาประเทศ จะได้ไม่ต้องกู้จนฐานะการเงินการคลังมีปัญหา ซึ่งจะส่งผลกระทบทำให้เครดิตของประเทศถูกลดลง
สภาพการณ์ที่เกิดแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยที่มีปัญหา แต่พื้นฐานที่ยังแข็งแรงทำให้กลับมาขยายตัวได้รวดเร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงเปราะบาง เพราะขีดความสามารถการแข่งขันที่ลดลงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอน จากปัญหาการเมืองที่ข้างบนนิ่งสงบ แต่ข้างล่างยังมีคลื่นใต้น้ำพร้อมก่อตัวขึ้นใหม่ ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้และปีหน้ายังมีความเสี่ยงที่ไม่น่าไว้วางใจอยู่มาก และต้องเร่งปลดล็อกแก้ไขเป็นการด่วนเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูงตามเป้า







