
สับฝ่ายค้านเหลวไร้เอกภาพ
การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่สอง พรรคเพื่อไทยวางตัว ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ไว้เป็นไม้เด็ด โดยจะอภิปรายเวลา 15.00 น. เน้นเรื่องทุจริต และจะอภิปรายสรุปอีกครั้งในเวลา 22.00 น.
ร.ต.อ.เฉลิม เปิดเผยว่า ประเด็นสำคัญที่คิดว่าจะน็อกรัฐบาลได้คือ โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่ามีการทุจริตทำเป็นขบวนการ โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม เป็นเจ้าของเรื่อง และเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ซิโนไทย ซึ่งนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย เป็นเจ้าของบริษัท
นอกจากนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม เป็นคนเซ็นอนุมัติให้นำเรื่องเข้า ครม. โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานที่ประชุมอนุมัติเห็นชอบโครงการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เดิมตั้งงบไว้สมัยนายสันติ พร้อมพัฒน์ เป็น รมว.คมนาคม กว่า 3.6 หมื่นล้านบาท แบ่งงานเป็น 4 โครงการ คือ ค่างานตรง 2.9 หมื่นล้านบาท วงเงินสำรอง 3,900 ล้านบาท เงินภาษีมูลค่าเพิ่ม 2,300 ล้านบาท ซึ่งวงเงินดังกล่าว ครม.มีมติเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2551 ซึ่งนายสันติ สมัยเป็น รมว.คมนาคม ได้ขอมติให้ ครม.เห็นชอบเพิ่มวงเงินจาก 3.1 หมื่นล้านบาท เป็น 3.6 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาเพิ่มขึ้นจากค่าน้ำมันและค่าวัสดุ
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เมื่อนายโสภณ มาเป็น รมว.คมนาคม ได้เสนอ ครม.พิจารณาโครงการดังกล่าวเพื่อทราบ โดยมีการโยกวงเงินที่กันไว้เป็นเงินสำรองและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกันกว่า 6,000 ล้านบาท เอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้องเป็นวงเงินสูงกว่าราคากลางที่ตั้งไว้
“
มีการเปลี่ยนแปลงไส้ในของโครงการ โดยยังคงวงเงินงบประมาณเดิมไว้ที่ 3.6 หมื่นล้านบาท แต่ในรายละเอียดของโครงการมีการโยกงบประมาณ 6,000 กว่าล้านบาท มาเป็นค่าก่อสร้าง และได้นำเงินส่วนนี้มาใช้ทั้งที่ไม่ได้ขออนุมัติเพิ่มวงเงินในโครงการดังกล่าวต่อที่ประชุม ครม. โดยนายโสภณเสนอให้ ครม.พิจารณาเพื่อทราบเท่านั้น” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวร.ต.อ.เฉลิม กล่าวด้วยว่า โครงการสมัยนายโสภณมีการดำเนินการค่าก่อสร้างสูงกว่าราคากลางแทบทั้งสิ้น โดยสัญญาที่ 1 ครม.อนุมัติราคากลางแค่ 1.1 หมื่นล้านบาท แต่นายโสภณได้ปรับเพิ่มวงเงินเป็น 1.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคากลาง 3,200 ล้านบาท
ส่วนสัญญาที่ 2 บริษัท ซิโนไทย เสนอราคา 1.5 หมื่นล้านบาท ได้มีการต่อรองเหลือ 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคากลางเดิมที่นายสันติ อดีต รมว.คมนาคม เคยขออนุมัติ ครม.ไว้กว่า 2,600 ล้านบาท
ขณะที่สัญญาที่ 3 วงเงินที่ต่อรองแล้วยังสูงถึงกว่า 5,000 ล้านบาท ราคากลางตั้งไว้ 4,890 ล้านบาท สูงกว่าราคากลาง 110 ล้านบาท
“
ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ชัดว่ามีการเจรจาค่าก่อสร้างสูงกว่าราคากลางที่ ครม.อนุมัติ และพยายามเอาวงเงินจากภาษีมูลค่าเพิ่มและวงเงินสำรองกว่า 6,000 ล้านบาทไปใช้ ทั้งที่เงินเหล่านี้จะต้องคืนคลัง เพราะเป็นเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเรื่องนี้มีการทำเป็นขั้นเป็นตอน นายกฯ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้นอกจากนี้ จะอภิปรายเรื่องที่ส่อทุจริตในกระทรวงมหาดไทย กรณีใบอนุญาตให้เปิดร้านจำหน่ายปืน ซึ่งไม่ได้มีการอนุญาตมานาน 27 ปี แต่นายชวรัตน์กลับให้ใบอนุญาตนำเข้าปืนถึง 23 สัญญา ซึ่งเรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากล และมีผลประโยชน์มหาศาล
อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องการจัดเช่าคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง ที่มีความพยายามที่จะเอาบริษัทมาดำเนินการ โดยโยกย้ายข้าราชการที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเด็ดจะน็อกนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ด้วย







