
ไฟเขียวแบงก์ลุยบาเซิล 3 ครึ่งปีหลังระดมทุนพุ่ง
วรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
โดย...ทีมข่าวการเงินโพสต์ทูเดย์
วรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์เพื่ออนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ออกและเสนอขายตราสารกฎบาเซิล 3 หรือหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่นับเป็นเงินกองทุนชั้น 2 ตามเกณฑ์บาเซิล 3 ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไปได้ จากเดิมที่เปิดให้ขายเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้น รวมถึงอนุญาตให้กองทุนรวมทุกประเภท ยกเว้นกองทุนรวมตลาดเงิน ลงทุนในตราสารบาเซิล 3 ทั้งในและต่างประเทศได้ไม่เกินอัตราส่วนการลงทุนที่กำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้ธนาคารมีช่องทางสร้างความเข้มแข็งของเงินกองทุนเพิ่มขึ้น และผู้ลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น
“ตราสารประเภทนี้ซับซ้อนและมีความเสี่ยงที่แตกต่างจากตราสารหนี้ทั่วไป เนื่องจากผู้ถือตราสารจะถูกบังคับให้แปลงสภาพตราสารเป็นหุ้นสามัญของธนาคาร ในภาวะที่ธนาคารมีปัญหาทางการเงินเกิดขึ้น” วรพล กล่าว
ทั้งนี้ การออกตราสารการเงินดังกล่าว สามารถนำมาคำนวณเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 2 ตามแนวทางของบาเซิล 3 ซึ่งมีเงื่อนไขบังคับแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ และมีการกำหนดราคาแปลงสภาพขั้นต่ำ (ตราสารบาเซิล 3) ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป และการอนุญาตให้กองทุนรวมทุกประเภท ยกเว้นกองทุนรวมตลาดเงินสามารถลงทุนในตราสารบาเซิล 3 ได้ในสัดส่วนที่กำหนด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนและช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเงิน มีผลใช้บังคับภายในไตรมาส 4 ของปีนี้
นอกจากนี้ ก.ล.ต.กำหนดราคาแปลงสภาพขั้นต่ำเป็นมาตรฐานเดียวกันที่อัตรา 50% ของราคาหุ้นสามัญของธนาคารในช่วงที่ออกและเสนอขายตราสารบาเซิล 3 โดยรวมถึงตราสารบาเซิล 3 ที่นำมาคำนวณเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่มีเงื่อนไขการแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญด้วย
ธนาคารผู้ออกตราสารต้องยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขาย และเปิดเผยลักษณะและรายละเอียดของตราสารอย่างชัดเจน ส่วนตัวกลางผู้ขายตราสารนั้น จะต้องมีกระบวนการที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจลักษณะความเสี่ยงและผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องแบกรับความเสี่ยงเองมากขึ้นด้วย
“นอกจากนี้ ธนาคารต้องเปิดเผยราคาแปลงสภาพขั้นต่ำให้ผู้ลงทุนทราบอย่างชัดเจน อีกทั้งตัวกลางผู้ขายตราสารต้องปฏิบัติตามกระบวนการเดียวกับการเสนอขายหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ทดสอบความรู้ของผู้ลงทุน เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็น แจ้งเตือนว่าหลักทรัพย์อาจมีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน เป็นต้น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนอย่างเพียงพอ” วรพล กล่าว
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ ก.ล.ต.เริ่มไฟเขียวให้ธนาคารพาณิชย์ออกตราสารดังกล่าวจำหน่ายให้แก่นักลงทุนที่มีความมั่งคั่งและนักลงทุนสถาบันเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มีแบงก์พาณิชย์เดินหน้าออกตราสารหรือหุ้นกู้ภายใต้กฎบาเซิล 3 แล้วถึง 3 แห่งด้วยกัน
“ธนาคารกรุงไทย” นำร่องออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิสกุลเงินเหรียญสหรัฐ อายุ 10.5 ปี ภายใต้กฎบาเซิล 3 เป็นรายแรก วงเงิน 700 ล้านเหรียญสหรัฐในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ก่อนจะตามมาด้วย “ธนาคารธนชาต” ที่ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิอายุ 10 ปี วงเงิน 1.3 หมื่นล้านบาท และล่าสุดกับ “ธนาคารทหารไทย” (ทีเอ็มบี) ที่เตรียมออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิชั้นที่ 2 ตามเกณฑ์บาเซิล 3 เป็นชุดแรก โดยตั้งเป้าระดมทุน 1.5 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า ธนาคารกสิกรไทยมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิชั้น 2 สกุลเงินบาท ตามเกณฑ์บาเซิล 3 ออกมาเป็นชุดแรกในอีกไม่นานนี้เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ บรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่า แบงก์จำเป็นต้องตุนเงินทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 นี้ เพื่อตุนสภาพคล่องรับมือกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายหลังประเทศเริ่มมีเสถียรภาพทางการเมืองในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากเอเชีย หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยุติมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ภายในปลายปีนี้ตามกำหนดที่วางไว้
สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุด้วยว่า แบงก์พาณิชย์ยังต้องดูแลสัดส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Capital Adequacy Ratio : CAR) ซึ่งกำหนดไว้ที่ระดับ 8% แม้สัดส่วน CAR ของแบงก์ไทยทุกแห่งจะสูงกว่าเกณฑ์ทั้งหมด แต่บรรดาหุ้นกู้ชั้น 2 ราว 30% จากทั้งหมด 2.7 แสนล้านบาทของแบงก์พาณิชย์ จะเริ่มครบกำหนดไถ่ถอนในสิ้นปีนี้ และจะครบกำหนดไถ่ถอนอีกราว 5.3 หมื่นล้านบาทในปี 2558
“แบงก์พาณิชย์หลายแห่งในไทยมีแนวโน้มที่จะต้องใช้วิธีออกหุ้นกู้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสัดส่วนเงินกองทุนตามเกณฑ์บาเซิล 3 ในอีกหลายปีจากนี้” บลูมเบิร์กอ้างคำกล่าวของ ฌอน แมคนีลส์ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้ากลุ่มโซลูชั่นการเงิน ธนาคารเอชเอสบีซี







