
สนช.ผ่านข้อตกลงระหว่างปท.ตั้งสำนักวิจัยอาเซียน
สนช.ผ่านข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับแรก ตั้งสำนักวิจัยเศรษฐกิจอาเซียน ติงไทยอาจต้องสละอธิปไตยเพื่อคุ้มครอง
สนช.ผ่านข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับแรก ตั้งสำนักวิจัยเศรษฐกิจอาเซียน ติงไทยอาจต้องสละอธิปไตยเพื่อคุ้มครอง
เมื่อวันที่ 4 ก.ย. ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์ 176 เสียงเห็นชอบร่างความตกลงเพื่อการจัดตั้งสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของภูมิภาคอาเซียน + 3 (AMRO) ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นผู้เสนอ ตามมาตรา 23 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศฉบับแรกที่คสช.เสนอให้สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบ
สาระสำคัญของร่างข้อตกลงดังกล่าว คือ เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ทำหน้าที่รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของภูมิภาคผ่านการดำเนินการเฝ้าระวังทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการดำเนินงานให้ความช่วยเหลือทางการเงินของภูมิภาค พร้อมกับมีหน้าที่ ติดตาม ประเมิน ความเสียง และรายงานต่อประเทศสมาชิกเกี่ยวกับสถานะทางเศรษฐกิจมหภาคและความมั่นคงทางการเงินของประเทศสมาชิก
นอกจากนี้ ในร่างข้อตกลงฯได้มีการเปิดเผยถึงการสมทบเงินของประเทศสมาชิกและอำนาจการออกเสียงสูงสุด3อันดับตามลำดับดังนี้ 1.สาธารณรัฐประชาชนจีน ลงเงินสมทบทบ 32% มีอำนาจการออกเสียงทั้งหมด 71.60 เสียง 2.ญี่ปุ่น 32% มีอำนาจการออกเสียงทั้งหมด 80 เสียง และ3.เกาหลีใต้ ลงเงินสมทบ 16 % มีอำนาจการออกเสียงทั้งหมด 41.60เสียง ขณะที่ ประเทศไทยลงเงินสมทบ 3.79% มีอำนาจการออกเสียงทั้งหมด 12.3 เสียง
ทั้งนี้ นายตวง อันทะไชย สมาชิกสนช. กล่าวว่า ส่วนตัวมีความสงสัยว่าร่างข้อตกลงนี้อาจมีผลให้ไทยต้องสละอธิปไตยบางส่วนเพื่อคุ้มครององค์กรนี้โดยเฉพาะการให้ความคุ้มครองแก่ประเทศที่ส่งเงินสมทบสูงสุดทั้งจีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เนื่องจากในบทที่ 4 ของร่างข้อตกลงฉบับนี้มีการกำหนดว่าประเทศสมาชิกต้องจัดให้มีสถานะทางกฎหมาย การให้เอกสิทธิ์ ความคุ้มกัน และข้อยกเว้นต่างๆ จึงคิดว่าเป็นเรื่องที่สนช.ต้องพิจารณาให้รอบคอบและเห็นควรให้สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงในรายละเอียดให้เกิดความรอบคอบ
"ที่ผ่านมาสภาเคยให้ความเห็นชอบกับร่างข้อตกลงระหว่างประเทศหลายฉบับ แต่สุดท้ายก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีผลกระทบประชาชน จึงอยากให้มีการทบทวนให้เกิดความรอบคอบ"นายตวง กล่าว
ขณะที่ ตัวแทนของรัฐบาลนำโดยนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลังในฐานะปฏิบัติหน้าที่รมว.คลัง และตัวแทนของธนาคารแห่งประเทศไทย ต่างชี้แจงต่อที่ประชุมสนช.ไปในทิศทางเดียวกันว่า ร่างข้อตกลงฉบับนี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ควรไทยควรให้ความเห็นชอบ เพราะเป็นเรื่องที่ค้างการพิจารณามาอย่างยาวนาน และตามข้อตกลงดังกล่าวไทยประเทศสมาชิกจะต้องเร่งออกกฎหมายเพื่อให้ความคุ้มครององค์กรนี้ แต่ยืนยันว่าการให้ความคุ้มครองมีขอบเขตเฉพาะการดำเนินการขององค์กรนี้เท่านั้น







