
"รัสเซีย-จีน" จับมือเขย่าพลังงานโลกเชื่อมท่อก๊าซ-ลงทุนร่วม
การันตีถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นแน่นอนแล้ว สำหรับ “รัฐบาลรัสเซีย”
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
การันตีถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นแน่นอนแล้ว สำหรับ “รัฐบาลรัสเซีย” ซึ่งนำโดย ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน และ ‘รัฐบาลจีน’ ที่นำโดย ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ภายหลังจากวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ผู้นำรัสเซีย และรองนายกรัฐมนตรี จางเกาหลี่ ของจีนได้ร่วมกันเป็นตัวแทนสักขีพยานในการเริ่มสร้างท่อก๊าซเพาเวอร์ ออฟ เซอร์เบีย ซึ่งจะเชื่อมต่อการส่งก๊าซระหว่างรัสเซียไปยังจีน
ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากที่เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ไชน่า ปิโตรเลียม คอร์ป (ซีเอ็นพีซี) บริษัทก๊าซและน้ำมันของทางรัฐบาลจีน บรรลุข้อตกลงในการซื้อก๊าซจากก๊าซพรอม บริษัทผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย เป็นสัญญาระยะเวลา 30 ปี ซึ่งประเมินกันว่า มีมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12.8 ล้านล้านบาท) เลยทีเดียว
ความสัมพันธ์ทางด้านพลังงานที่แนบแน่นดังกล่าว นับเป็นก้าวที่สำคัญของทั้งสองฝ่ายหลังจากที่เจรจาในเรื่องนี้มานานกว่า 10 ปี เนื่องจากว่าสำหรับตัวรัสเซียเองก็กำลังประสบปัญหาไม่น้อยจากวิกฤตที่ยืดเยื้อในยูเครน ที่ได้ส่งผลให้บรรดาชาติตะวันตก ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ออกมาตรการคว่ำบาตรเพื่อลงโทษรัสเซีย ซึ่งเป็นเหมือนการผลักดันในรัสเซียยิ่งวิ่งเข้ามาหาจีนเพื่อสร้างพันธมิตร
เรมี เพียท ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะ การทูต และเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยกาตาร์ ระบุว่า ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่สหรัฐเองก็มีนโยบายปักหมุดเข้ามาในเอเชีย การสานสัมพันธ์ทางด้านพลังงานของจีนกับรัสเซียในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนกับการสร้างพันธมิตรที่แน่นแฟ้นในระยะยาว เพื่อถ่วงดุลกับอำนาจจากสหรัฐของจีนด้วยเช่นกัน
แม้ว่าการส่งก๊าซให้จีนไปครั้งนี้ นักวิเคราะห์จะประเมินกันว่า จีนจะจ่ายในราคาต่ำกว่าที่รัสเซียส่งให้ยุโรป โดยประเมินว่าอยู่ที่ 390 เหรียญสหรัฐ ต่อ 1,000 คิวบิกเมตรเท่านั้น ขณะที่ยุโรปอยู่ที่ 400 เหรียญสหรัฐ ทว่าสัญญาที่เกิดขึ้นนี้เป็นสัญญาระยะยาวถึง 30 ปี ซึ่งยืนยันว่ารัสเซียจะมีรายได้ที่แน่นอน
“รัสเซียต้องการข้อตกลงนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะว่ากลัวสูญเสียตลาดจากยุโรป แต่เป็นเพราะสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในวงกว้าง ไม่เพียงเท่านั้น รัสเซียสามารถจัดการกับความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่กับสหรัฐและอียูได้ ทว่ารัสเซียไม่สามารถจัดการกับความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอนกับจีนได้” โบโบ โล จากแชทแฮม เฮาส์ องค์กรอิสระของอังกฤษ ซึ่งมีหน้าที่วิเคราะห์เหตุการณ์และประเด็นระหว่างประเทศ ระบุ
ต้องมองว่าจีนกับรัสเซียเป็นคู่ค้าที่สำคัญของกันและกัน โดยปริมาณการค้าระหว่าง 2 ฝ่ายเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ 9.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และการมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับชาติตะวันตก จึงทำให้การค้ากับจีนมีความสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้น
อีกทั้งแม้ว่ารัสเซียจะส่งก๊าซไปให้จีนเพียงปีละ 3.8 หมื่นล้านคิวบิกเมตร จะคิดเป็นเพียง 20% ที่ส่งออกในยุโรปเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าการส่งออกไปจีนไม่สามารถทดแทนตลาดการส่งออกของรัสเซียไปยังยุโรปได้ในทันที แต่ก็อาจจะมองได้ว่า รัสเซียนั้นถือไพ่เหนือกว่าในการเลือกที่จะส่งออกก๊าซไปยังประเทศอื่นๆ และเป็นการสะท้อนว่า ยุโรปต้องการรัสเซีย มากกว่าที่รัสเซียต้องการยุโรป
ไม่เพียงเท่านั้น ข้อตกลงการส่งก๊าซในครั้งนี้ ไม่ใช่ข้อตกลงการส่งพลังงานของรัสเซียไปจีนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เนื่องจากว่าในช่วงก่อนหน้านี้ราว 15 เดือน ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงในการซื้อขายพลังงานกันมาแล้ว โดยเมื่อปีที่แล้ว โรสเนฟท์ บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย เซ็นสัญญาที่จะส่งน้ำมันดิบไปยังซีเอ็นพีซีเป็นจำนวน 360 ล้านเมตริกตันในช่วง 25 ปี ซึ่งสัญญาครั้งนี้มีมูลค่า 2.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน โนวาเท็ก ผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอิสระในรัสเซีย ก็ได้เซ็นสัญญากับซีเอ็นพีซีในการส่งก๊าซปริมาณ 3 ล้านตัน ให้กับจีนในช่วง 20 ปีข้างหน้าอีกด้วย
มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชื่อดัง ประเมินว่า ข้อตกลงด้านพลังงานระหว่างจีนกับรัสเซียนั้นจะช่วยเสริมฐานะทางการเงินของบริษัทก๊าซและน้ำมันของรัสเซียให้แข็งแกร่ง ช่วยลดการพึ่งพาตลาดพลังงานของยุโรปลง และทำให้บริษัทรัสเซียมีโอกาสในการขยายตัวและเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ รวมไปถึงมีโอกาสที่จะขยายความสัมพันธ์นี้มากขึ้นอีกในอนาคต
ฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าจะมองอย่างไร รัสเซียก็ดูว่าจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากข้อตกลงการซื้อก๊าซในครั้งนี้ ในขณะที่ด้านของจีนเอง ก็ได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน เพราะการเปิดแขนอ้ารับจีนเข้ามาเป็น “พันธมิตร” ในครั้งนี้ ก็ดูมีท่าทีว่าจะทำให้บริษัทพลังงานของจีนได้ประโยชน์ไปเต็มๆ
เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ระหว่างที่ผู้นำรัสเซียกล่าวในพิธีสร้างท่อก๊าซนั้น ปูตินได้พูดออกมาอย่างชัดเจน โดยเสนอให้ทางการจีนเข้ามาถือหุ้นใน “วานโกร์” บริษัทย่อยที่ผลิตน้ำมันบนชายฝั่งซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโรสเนฟท์ บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของรัสเซีย ซึ่งวานโกร์นั้นเป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ โดยปีที่แล้วสามารถผลิตน้ำมันได้มากถึง 21.4 ล้านตัน
“วานโกร์เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีการผลิตน้ำมันอย่างมหาศาล ที่โดยปกติแล้ว เราจะระมัดระวังที่จะเปิดให้เป็นหุ้นส่วนจากต่างประเทศ แต่แน่นอนว่า สำหรับจีนซึ่งเป็นพันธมิตรของเรา เราไม่มีข้อจำกัดใดๆ” ผู้นำแดนหมีขาว กล่าว
จากความเคลื่อนไหวนี้ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ทางโรสเนฟท์อาจจะเสนอขายหุ้นให้จีนมากถึง 49% ซึ่งอาจเป็นมูลค่าสูงถึง 4,0005,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมองว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อบริษัทพลังงานในประเทศจีน
ไซมอน โพเวลล์ หัวหน้าฝ่ายการวิจัยก๊าซและน้ำมัน ของบริษัทหลักทรัพย์ซี แอล เอส เอ ในฮ่องกง ระบุว่า เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่อย่างมหาศาลของบริษัทน้ำมันของจีน เช่น ซิโนเปค ปีโตรไชน่า ที่จะได้ประโยชน์ในรัสเซีย ในแง่ของการสำรวจน้ำมันและการผลิตน้ำมัน ขณะเดียวกันบริษัทในจีนเหล่านี้ก็มีความพร้อมในเรื่องกระแสเงินสดที่จะไปลงทุนด้วย
ขณะเดียวกัน รายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ยังระบุด้วยว่า การสร้างท่อก๊าซของรัสเซียที่เชื่อมไปยังจีนนั้น เอเชียจะได้รับอานิสงส์ โดยจะช่วยกดดันให้ราคาก๊าซในเอเชียนั้นปรับตัวลดลงไปด้วย เพราะแม้ว่าจะส่งให้จีนแล้ว รัสเซียยังมีก๊าซอีกมหาศาลที่จะส่งก๊าซผ่านท่อที่สร้างขึ้นมาใหม่ โดยส่งไปยังวีลาดิโวสตอค ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซียในมหาสมุทรแปซิฟิก ในการส่งไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต่อไปอีกด้วย
ฉะนั้นแล้ว การเชื่อมความสัมพันธ์ทางด้านพลังงานของจีนและรัสเซียในครั้งนี้นั้น น่าจะก้าวย่างที่สำคัญ ทั้งในด้านการเมืองและด้านความมั่นคงทางด้านพลังงานและเศรษฐกิจของแดนหมีขาว และแดนมังกรอีกด้วย







