
ทำไรคายางพาราจึงตกต่ำและการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน
ในเดือน ก.พ. 2554 ราคายางไทยเคยแตะระดับสูดสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยราคา 174.44 บาท/กิโลกรัม แต่หลังจากนั้นกลับมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจนกระทั่งเดือน ส.ค. 2557 ราคายางดิ่งลงเหลือ 53.63 บาท/กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี และเป็นราคาที่ตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่ระดับ 64.90 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อน จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบันว่าทำไมราคายางพาราจึงตกต่ำ ซึ่งสาเหตุหลักที่กระทบให้ราคายางตกต่ำอย่างรุนแรง ได้แก่
ในเดือน ก.พ. 2554 ราคายางไทยเคยแตะระดับสูดสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยราคา 174.44 บาท/กิโลกรัม แต่หลังจากนั้นกลับมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องจนกระทั่งเดือน ส.ค. 2557 ราคายางดิ่งลงเหลือ 53.63 บาท/กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี และเป็นราคาที่ตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิตที่ระดับ 64.90 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อน จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างมากในปัจจุบันว่าทำไมราคายางพาราจึงตกต่ำ ซึ่งสาเหตุหลักที่กระทบให้ราคายางตกต่ำอย่างรุนแรง ได้แก่
1.เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ในช่วง 23 ปีเศรษฐกิจโลกขยายตัวในอัตราชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเศรษฐกิจประเทศกลุ่ม G3 ประกอบกับเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นผู้บริโภคยางอันดับ 1 ของโลก โดยเป็นฐานการผลิตล้อยางของบริษัทชั้นนำของโลก และเป็นตลาดส่งออกหลักของไทย ที่ผ่านมาเศรษฐกิจจีนเติบโตในระดับสูงมาตลอด แต่เริ่มชะลอตัวลงอย่างชัดเจนในช่วง 23 ปีนี้ ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางของโลกอยู่ในระดับต่ำ โดยในช่วงปี 2554-2556 ความต้องการใช้ยางโลกขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 1.9 ในขณะที่ผลผลิตยางโลกขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 5.1
2.สต๊อกยางจีน ณ เมืองชิงเต่าและสต๊อกยางไทยอยู่ในระดับสูง ชิงเต่าเป็นเมืองที่มีการนำเข้ายางมากที่สุดเพื่อผลิตล้อยาง ที่ผ่านมาพบว่าสต๊อกยางชิงเต่าเร่งตัวสูงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2556 เนื่องจากการเร่งนำเข้าในช่วงงดเก็บเงินสงเคราะห์ (CESS) ซึ่งเป็นเงินที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เรียกเก็บจากผู้ส่งออกยางและการนำเข้ายางของเทรดเดอร์จีนที่สูงเกินความต้องการใช้จริง เพื่อทำกำไรการค้ายางจากวิธีการซื้อขายระหว่างประเทศและอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน โดยสต๊อกยาง ณ วันที่ 15 ส.ค. 2557 อยู่ที่ระดับ 249,600 ตัน ขณะเดียวกันสต๊อกยางไทยใน ณ สิ้นเดือน มิ.ย. 2557 อยู่ที่ 374,527 ตัน ซึ่งสูงกว่าระดับปกติที่เคยอยู่ประมาณ 2 แสนตัน
3.ราคาชี้นำในตลาดล่วงหน้าของโลกลดลง ราคายางในตลาดล่วงหน้าโตเกียว (TOCOM) และตลาดล่วงหน้าสิงคโปร์ (SICOM) อยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลกับปัญหาผลผลิตส่วนเกิน (Oversupply) และสต๊อกยางที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่ความต้องการใช้ยางอยู่ในช่วงชะลอตัว และยังไม่มีปัจจัยบวกต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกมากนักทำให้คาดการณ์ราคายางอนาคตปรับตัวลดลง
คำถาม คือ ราคายางในอนาคตมีทิศทางอย่างไร? สำหรับแนวโน้มราคายางไทย
ในช่วงครึ่งปีหลัง 2557 คาดว่าราคาจะปรับตัวดีขึ้นกว่าปัจจุบันไม่มากนัก จากสต๊อกยางของจีนที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 34 เดือนที่ผ่านมา และไทยมีการจัดการสต๊อกยางที่ชัดเจนประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและยุโรป
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลังผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาดมากจะเป็นปัจจัยกดดันราคายาง โดยแนวโน้มราคาเฉลี่ยทั้งปี 2557 จะเคลื่อนไหวในช่วง 6070 บาท/กิโลกรัมในระยะยาวอีก 23 ปีข้างหน้า โอกาสที่ราคายางจะกลับมาหวือหวาดังเช่นในปี 2554 นั้นคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากปริมาณผลผลิตยังมีมากกว่าความต้องการใช้ส่งผลให้สต๊อกยางโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยผลผลิตที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากราคายางที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประเทศต่างๆ ขยายพื้นที่ปลูกยางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีนและกลุ่ม CLMV
สำหรับการแก้ปัญหายางพาราอย่างยั่งยืนควรทำอย่างไร? เพื่อให้สามารถรับมือเมื่อเจอกับสถานการณ์ราคายางตกได้ ในการแก้ปัญหาดังกล่าวต้องมองย้อนกลับไปดูที่ปัญหาของตลาดยางพาราไทยคืออะไร คำตอบที่แน่ชัด คือ การมุ่งส่งออกสินค้ายางขั้นต้นมากเกินไปทำให้ต้องพึ่งพิงความต้องการใช้ยางจากตลาดโลกเป็นหลัก ดังนั้น ทางแก้คือ
1.เพิ่มความต้องการใช้ยางธรรมชาติในประเทศแทนการส่งออก โดยสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ล้อยาง ถนนลาดยาง พื้นสนามกีฬา เป็นต้น ซึ่งใช้ยางแท่งและยางแผ่นรมควันเป็นวัตถุดิบหลัก
2.ส่งเสริม R&D เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ายางพารา โดยส่งออกเป็น End products ที่มี Value added เพิ่มขึ้นและมีลักษณะเป็น Green products ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนราคาสินค้าเกษตร และ 3.การบริหารจัดการด้าน Supply เช่น จำกัดการขยายพื้นที่ปลูกยาง เน้นเพิ่มผลผลิตต่อไร่ (Yield) บริหารจัดการสต๊อก เป็นต้น







