posttoday
2 ปีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

2 ปีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

04 กันยายน 2557

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา และคุณ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยของสถาบันเดียวกัน ได้จัดทำสรุปงานวิจัยข้างต้นที่ผมนำมาเป็นหัวข้อบทความคราวนี้ได้น่าสนใจครับ

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานบริหารสถาบันอนาคตไทยศึกษา และคุณ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้จัดการฝ่ายวิจัยของสถาบันเดียวกัน ได้จัดทำสรุปงานวิจัยข้างต้นที่ผมนำมาเป็นหัวข้อบทความคราวนี้ได้น่าสนใจครับ

ผมขอคัดย่อเอาส่วนที่เป็นหัวใจและเสน่ห์วิธีนำเสนอของงานชิ้นนี้ ประการแรก คือ ผู้วิจัยย้อนหยิบเอาสิ่งที่สังคมเคยคาดว่าจะเกิดเมื่อมีการบังคับใช้นโยบายบังคับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในไทยให้เป็น 300 บาท ทั่วประเทศมาตั้ง

เช่น เมื่อขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน แล้ว ราคาสินค้าจะสูงขึ้นมากหรือไม่ คนจะ ตกงานมากขึ้นหรือเปล่า ด้วยเกรงว่านายจ้างคงจะปลดพนักงานออก หรือนายจ้างจะชะลอการจ้างงานลง หรือแม้แต่คำนึงว่าอาจเกิดการปิดตัวของสถานประกอบการ ฯลฯ โดยผู้วิจัยเลือกหยิบมาย้อนเป็นโจทย์จำนวน 9 ความห่วงกังวลจากนโยบายดังกล่าว

จากนั้นจึงค้นคว้าข้อมูลมารวบรวมไว้ว่า หลังนโยบาย 300 บาท/วัน มีผลใช้บังคับมาครบ 2 ปีแล้ว มันเกิดสิ่งที่เกรงกลัวเหล่านั้นจริง แค่ไหน...

ผลคือค่าจ้างสูงขึ้นเฉลี่ยเกือบ 40% สินค้าไม่ได้แพงขึ้นมากอย่างที่กลัว คือ เงินเฟ้อยังทรงตัว (แม้จะบ่นว่าของแพงก็ตาม) คนว่างงานกลับน้อยลงอีกด้วย ลูกจ้างถูกลดสวัสดิการลงบ้าง แต่คิดเป็น 2% ของค่าตอบแทนรวม แต่มีสถานประกอบการปิดตัวเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์และบริการนันทนาการ

อีกอย่างที่พบคือ แรงงานระดับล่างได้รับผลประโยชน์จากเรื่องนี้น้อยกว่าที่หวังกันเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น

ผู้สนใจอ่านผลงานชิ้นนี้ สามารถตามไปดูได้ที่ www.thailandfuturefoundation.org

การทำวิจัยผลกระทบที่แท้จริงของนโยบายสาธารณะที่สำคัญอย่างนี้ แม้มีอยู่ไม่น้อย แต่ส่วนมากไม่ได้ย้อนไปหยิบสิ่งที่สังคมเคยเดาว่าจะเกิดอะไรมาแสดงให้ดูให้จำได้ง่ายๆ ก่อนจะนำไปสู่บทเฉลยว่า จริงๆ แล้ว นโยบายนั้นให้ผลอะไร

นี่เป็นประการแรก

ส่วนประการที่สอง คือ สถาบันอนาคตไทยศึกษา ได้ทำสรุปที่อ่านง่ายยาว 11 หน้า ส่งกระจายให้ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผมที่เป็นกรรมการที่ปรึกษาของสถาบันแห่งนี้ได้อ่านและใช้ประโยชน์

งานวิจัยของเมืองไทยเรามีจำนวนพอสมควรครับ แต่ไม่แพร่หลายด้วยเหตุหลายอย่าง

โจทย์วิจัยไม่น่าสนใจนั้นเป็นสาเหตุหนึ่ง ซึ่งมาจากความไม่เข้มแข็งในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง งานวิจัยนั้นจึงมีหัวข้อที่ไม่น่าสนใจ ไม่ใช่วิจัยผิดนะครับ แต่ไม่น่าสนใจ

งานวิจัยบางชิ้นน่าสนใจ แต่ไม่มีใครเอามาเปิดเผย หรือถึงจะเอามาเปิดเผยก็ไม่ได้ขัดเกลาภาษาให้เป็นมิตรต่อสายตา เพราะพิมพ์ตัวเล็กอ่านยาก หรือวิชาการจ๋าจนไม่เป็นมิตรต่อการทำความเข้าใจง่ายๆ ก็มีจำนวนมาก ถ้าไม่ยาวไปจนอ่านกันไม่ไหว ก็ย่อมากไปจนผู้อ่านรู้สึกเหมือน กำปั้นทุบดิน ขาดความน่าเชื่อถือ

ในยุคสมัยปัจจุบันที่สังคมไทยกำลังอยากปฏิรูปนั้น สิ่งที่พอจะจุดติดแล้วตอนนี้ คือ อารมณ์อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เจ็บก็ยอม เด็ดขาดไปนิด สะกิดกันแรงหน่อยก็เอา แต่สารัตถะของการปฏิรูปนั้น เราไม่ควรมุ่งเอาสะใจเป็นหลัก แต่ต้องเอาความเข้าใจเป็นสำคัญ ไม่งั้นไม่ยั่งยืนหรอก

งานวิจัย วิเคราะห์ ที่ได้คุณภาพทั้งหลาย จึงควรถูกนำมาตีแผ่ ย่อ หรือขยายในรูปแบบที่ เข้าใจง่าย และกระจายข่าวให้คนไทยได้รับรู้

ทุกวันนี้ สถาบัน TDRI หรือ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ก็ส่งอีเมลย่อบทความจากงานวิจัยดีๆ มาให้อ่านเป็นการสม่ำเสมอ ซึ่งดีมาก รวมทั้งจัดให้ผู้คนใช้ประโยชน์จาก ข้อมูลเผยแพร่ในประเด็นที่ควรให้ความสนใจผ่านทางเว็บไซต์ได้ดี มีอินโฟกราฟฟิกช่วยบนจอให้อ่านง่าย

การปฏิรูปประเทศไทยรอบนี้ จะยั่งยืนได้...ต้องมาจากความเข้มข้นของความรู้ และข้อมูลที่เหมาะสมจากภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง และมีการเปิดรับความรู้จากสากลเสริมเข้า ไปด้วย

โลกยุคใหม่เป็นโลกที่เข้มข้นไปด้วยความรู้ เราจึงต้องขยันเก็บและเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างกัน โดยตั้งและจดจำบทวิเคราะห์ทั้ง ล่วงหน้าและเปรียบเทียบกับผลที่ได้จริงในภายหลัง เพื่อดูว่าเราควรปรับปรุงวิธีคิดของตนเองอย่างไร

เราจึงจะมีโอกาสเป็นสังคมที่แม้ยังไม่พ้นความเป็นประเทศกำลังพัฒนา แต่มีปัญญา ค้นหาหนทางใหม่ๆ ของเราเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท